เมื่อเด็กเล็กในบ้านเริ่มเข้าสู่วัยคลานและเริ่มหัดเดิน ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 6 ถึง 18 เดือน พื้นที่ภายในบ้านที่เคยดูเป็นระเบียบเรียบร้อยอาจกลายเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยจุดเสี่ยงอันตรายในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุมและขอบของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่มีความคมและอยู่ในระดับสายตาหรือระดับศีรษะของเด็ก จุดที่สร้างความเสี่ยงสูงสุดมักจะเป็นโต๊ะกลางในห้องนั่งเล่น ขอบเตียงนอน และเคาน์เตอร์ครัวที่ทำจากวัสดุที่มีความแข็งสูง เช่น ไม้จริง โลหะ หรือกระจก การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันอย่างที่กันมุม หรือ corner guard จึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการจัดบ้านเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย ช่วยลดความรุนแรงจากการกระแทกที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในระหว่างที่เด็กกำลังเรียนรู้และสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัว
หลักเกณฑ์ประเมินความเสี่ยง: มุมไหนที่เด็กเล็กมีแนวโน้มจะชน
การประเมินความเสี่ยงภายในบ้านเพื่อป้องกันอุบัติเหตุของเด็กเล็ก ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการหุ้มเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นจนมิดชิด แต่ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาจากความสูงของเด็ก ทิศทางการเคลื่อนไหว และความแข็งของวัสดุ เพื่อให้สามารถระบุจุดที่จำเป็นต้องได้รับการป้องกันได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ปัจจัยแรกที่ผู้ปกครองต้องพิจารณาคือ ความสัมพันธ์ระหว่างความสูงและระดับสายตาของเด็กเล็ก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยเตาะแตะที่กำลังพยายามพยุงตัวยืนและหัดเดิน ศีรษะและใบหน้าของเด็กในวัยนี้จะอยู่ในระดับความสูงประมาณ 50 ถึง 90 เซนติเมตรจากพื้น ซึ่งเป็นระดับความสูงที่ตรงกับขอบโต๊ะทำงาน โต๊ะรับประทานอาหาร ตู้เตี้ย และชั้นวางทีวีพอดี เมื่อเด็กสูญเสียการทรงตัว ลื่นล้ม หรือสะดุด ศีรษะและใบหน้าจึงเป็นส่วนแรกที่มีโอกาสปะทะเข้ากับมุมแหลมของเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้โดยตรง การก้มลงมองในระดับสายตาของเด็กจะช่วยให้ผู้ปกครองมองเห็นมุมแหลมที่ซ่อนอยู่จากมุมมองปกติของผู้ใหญ่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
สินค้าที่กล่าวถึงในคู่มือนี้
ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาล่าสุดในหน้าสินค้า
วิธีการประเมินที่ได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่งคือการทำ ‘Crawl Test’ หรือการที่ผู้ปกครองลองย่อตัวลงมาอยู่ในระดับความสูงเดียวกับเด็ก (คุกเข่าหรือคลานบนพื้น) เพื่อมองสำรวจบ้านจากมุมมองของลูกน้อย วิธีนี้จะช่วยให้คุณเห็นขอบมุมที่แหลมคมใต้โต๊ะ ขาเก้าอี้ หรือมุมชั้นวางของที่มองไม่เห็นจากมุมมองปกติของผู้ใหญ่ การมองในระดับสายตานี้จะช่วยให้ระบุจุดเสี่ยงที่แท้จริงได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ปัจจัยต่อมาคือ เส้นทางการเดินและการวิ่งเล่นในชีวิตประจำวัน (Daily traffic paths) ของสมาชิกในบ้านและตัวเด็กเอง พื้นที่ที่มีการสัญจรบ่อยครั้ง เช่น ทางเดินเชื่อมระหว่างห้องนั่งเล่นไปยังห้องน้ำ พื้นที่รอบโซฟา หรือบริเวณหน้าประตูห้องนอน มักเป็นจุดที่เด็กใช้ทำกิจกรรมที่มีความเร็วสูง เช่น การวิ่งเล่นหรือการเล่นไล่จับ การเลี้ยวโค้งหรือการเบรกกะทันหันในบริเวณเหล่านี้มีโอกาสทำให้เด็กเสียหลักล้มได้ง่ายกว่ามุมอับของบ้านที่ไม่มีใครเดินผ่าน ดังนั้น เฟอร์นิเจอร์ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสัญจรหลักเหล่านี้จึงต้องได้รับการจัดลำดับความสำคัญในการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันเป็นอันดับต้นๆ
ปัจจัยสุดท้ายคือ การประเมินความแข็งและลักษณะทางกายภาพของวัสดุขอบเฟอร์นิเจอร์ เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุที่มีความหนาแน่นสูงและไม่มีความยืดหยุ่น เช่น ไม้เนื้อแข็ง เหล็ก อลูมิเนียม หินอ่อน หรือกระจก จะสร้างแรงปะทะที่รุนแรงมากเมื่อเกิดการชน เนื่องจากไม่มีคุณสมบัติในการช่วยซับแรงกระแทก บาดแผลที่เกิดขึ้นมักจะเป็นแผลฉีกขาดรุนแรงหรืออาจถึงขั้นกระดูกร้าวในกรณีที่ชนอย่างรุนแรง ในขณะที่เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุที่มีความอ่อนนุ่มกว่า เช่น พลาสติกเนื้อเหนียว หรือไม้เนื้ออ่อน อาจสร้างความบาดเจ็บที่น้อยกว่า แต่ก็ยังคงต้องการการป้องกันหากมุมนั้นมีความคมมากพอที่จะบาดผิวหนังอันบอบบางของเด็กได้
เช็กลิสต์จุดเสี่ยงสูงสุดที่ต้องติดที่กันมุมทันที
เมื่อเข้าใจหลักเกณฑ์ในการประเมินความเสี่ยงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสำรวจพื้นที่จริงภายในบ้าน โดยแบ่งตามโซนการใช้งาน เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะไม่มองข้ามจุดอันตรายที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงกับลูกน้อยของคุณ

พื้นที่ส่วนกลางและห้องนั่งเล่น
ห้องนั่งเล่นเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมในบ้านที่เด็กๆ มักจะใช้เวลาเล่นและทำกิจกรรมมากที่สุด จึงเป็นจุดที่มีความถี่ในการเกิดอุบัติเหตุสูงที่สุด จุดเสี่ยงอันดับหนึ่งคือ โต๊ะกลาง (Coffee table) และโต๊ะข้างโซฟา เฟอร์นิเจอร์เหล่านี้มักตั้งอยู่กึ่งกลางห้องและอยู่ในระดับความสูงที่พอดีกับใบหน้าของเด็กวัยหัดเดิน การติดตั้งที่กันมุมที่มุมโต๊ะเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำทันที
นอกจากโต๊ะกลางแล้ว ชั้นวางทีวีระดับต่ำและชั้นวางของที่มีขอบแหลมก็เป็นจุดอันตรายเช่นกัน เด็กมักจะใช้ขอบของชั้นวางเหล่านี้ในการเกาะพยุงตัวเพื่อยืนขึ้น หากมือลื่นหรือเสียการทรงตัว ใบหน้าและหน้าผากอาจกระแทกเข้ากับมุมชั้นวางได้ง่าย
รวมถึงขอบโซฟาหรือเก้าอี้ที่มีโครงสร้างแข็งหรือมีขาโลหะยื่นออกมา แม้ตัวเบาะโซฟาจะนุ่ม แต่โครงสร้างด้านล่างมักทำจากไม้หรือเหล็กกล้าที่ยื่นออกมารับน้ำหนัก ซึ่งเป็นจุดที่เด็กอาจสะดุดล้มและกระแทกใส่จนเกิดอาการบาดเจ็บได้
ห้องนอนและพื้นที่เล่น
ห้องนอนและพื้นที่เล่นควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการพักผ่อนและการเรียนรู้ แต่ก็มีจุดเสี่ยงหลายจุดที่ผู้ปกครองอาจมองข้ามไป จุดแรกคือ ขอบเตียงและโครงเตียงนอน โดยเฉพาะเตียงไม้ที่มีมุมฉากคมชัดเจนหรือเตียงเหล็กที่มีความแข็งสูง เด็กๆ มักจะชอบปีนป่ายหรือกระโดดเล่นบนเตียง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการลื่นล้มลงมากระแทกมุมเตียงด้านล่างอย่างรุนแรง
จุดต่อมาคือ กล่องเก็บของเล่นระดับต่ำและชั้นวางหนังสือเด็ก แม้ว่าเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้จะถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานของเด็ก แต่หากไม่ได้มาตรฐานหรือไม่มีการลบมุมที่ปลอดภัยจากโรงงาน ขอบและมุมแหลมของชั้นวางก็ยังคงเป็นอันตรายเมื่อเด็กก้มลงเก็บของเล่นหรือล้มใส่ในขณะเล่น
นอกจากนี้ โต๊ะเครื่องแป้งและโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ในบริเวณห้องนอน ซึ่งมักจะมีลิ้นชักและขอบโต๊ะในระดับที่เด็กเอื้อมถึง ก็เป็นจุดเสี่ยงที่ต้องได้รับการติดตั้งที่กันมุมเพื่อป้องกันอุบัติเหตุในระหว่างที่เด็กเดินสำรวจรอบๆ ห้อง
ห้องครัวและพื้นที่รับประทานอาหาร
ห้องครัวและพื้นที่รับประทานอาหารเป็นโซนที่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากมีทั้งวัสดุที่แข็งและอันตรายอื่นๆ ร่วมด้วย ขอบโต๊ะอาหารและเก้าอี้รับประทานอาหารเป็นจุดที่ต้องได้รับการป้องกันอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเก้าอี้มักจะถูกเลื่อนเข้าออกอยู่เสมอ ทำให้ตำแหน่งของมุมเก้าอี้เปลี่ยนไปมาและอาจชนเด็กที่กำลังวิ่งเล่นผ่านไปมาได้ง่าย
เคาน์เตอร์ครัวหรือเกาะกลาง (Kitchen island) ที่มีความสูงในระดับศีรษะหรือหน้าอกของเด็ก ถือเป็นจุดอันตรายสูงมากเนื่องจากมักทำจากวัสดุหินแกรนิต หินสังเคราะห์ หรือกระเบื้อง ซึ่งมีความแข็งกระด้างและไม่มีความยืดหยุ่นเลย หากเด็กล้มศีรษะกระแทกอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่รุนแรงถึงขั้นสมองกระทบกระเทือนได้
รวมถึงขอบตู้กับข้าวหรือตู้เก็บของระดับต่ำ บานประตูตู้ที่เปิดค้างไว้ในขณะใช้งานอาจมีมุมที่คมและอยู่ในระดับสายตาของเด็กพอดี ซึ่งอาจเกี่ยวหรือบาดใบหน้าของเด็กในขณะที่พวกเขากำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ในบริเวณนั้น
มุมเฟอร์นิเจอร์ที่อาจ "ไม่จำเป็น" ต้องติดที่กันมุม
แม้ว่าความปลอดภัยของลูกน้อยจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่การติดตั้งที่กันมุมในทุกๆ จุดของบ้านจนกลายเป็นการป้องกันที่มากเกินไป (Over-protection) อาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้เช่นกัน การปล่อยให้เด็กได้เผชิญกับสภาพแวดล้อมจริงที่มีความปลอดภัยในระดับที่เหมาะสม จะช่วยส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และการระมัดระวังตัวตามธรรมชาติ
จุดที่อาจไม่จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์ป้องกัน ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ที่มีความสูงเกินกว่าระดับศีรษะและระดับมือที่เด็กจะสามารถเอื้อมถึงได้อย่างชัดเจน เช่น ขอบตู้ลอยในห้องครัว ชั้นวางของที่ยึดติดผนังในระดับสูง หรือขอบบนของตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ ซึ่งไม่มีโอกาสที่เด็กจะล้มกระแทกหรือเอื้อมมือไปสัมผัสได้เลย การติดอุปกรณ์ในจุดเหล่านี้จึงไม่มีความจำเป็นและเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
นอกจากนี้ เฟอร์นิเจอร์ที่มีการออกแบบขอบมน (Rounded edges) หรือมีการบุด้วยวัสดุที่มีความนุ่มอยู่แล้ว เช่น เก้าอี้สตูลบุผ้า โซฟาหนัง หรือเตียงนอนแบบบุนวมรอบด้าน ก็ไม่จำเป็นต้องติดตั้งที่กันมุมเพิ่มเติม เนื่องจากโครงสร้างเดิมได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยกระจายแรงกระแทกและลดความรุนแรงจากการชนได้ดีอยู่แล้วในตัว
พื้นที่ที่จำกัดการเข้าถึงอย่างเด็ดขาด เช่น ห้องเก็บของ ห้องทำงานส่วนตัว หรือห้องซักรีด ที่มีการปิดล็อกประตูไว้เสมอและไม่อนุญาตให้เด็กเข้าไปโดยไม่มีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด ก็เป็นอีกบริเวณที่ไม่จำเป็นต้องติดตั้งที่กันมุมบนเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น เนื่องจากไม่มีความเสี่ยงที่เด็กจะเข้าไปเล่นหรือวิ่งชนในพื้นที่ดังกล่าว
การปกป้องที่มากเกินไปอาจขัดขวางพัฒนาการที่สำคัญของเด็ก การที่เด็กได้เรียนรู้ที่จะหลบหลีกขอบเฟอร์นิเจอร์ที่มีความมนหรือไม่มีอันตรายรุนแรง จะช่วยกระตุ้นการพัฒนาทักษะการทรงตัว การประสานงานระหว่างสายตาและกล้ามเนื้อ รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายรอบตัว (Risk awareness) ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่จำเป็นอย่างยิ่งเมื่อเด็กเติบโตขึ้นและต้องออกไปใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมภายนอกบ้านที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันรองรับ
วิธีเลือกและติดตั้งที่กันมุมให้ปลอดภัยและใช้งานได้จริง
การเลือกซื้อและการติดตั้ง corner guard อย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้อุปกรณ์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่หลุดลอกง่าย และไม่ทำลายพื้นผิวเฟอร์นิเจอร์อันมีค่าของคุณ โดยผู้ปกครองควรพิจารณาตามแนวทางดังต่อไปนี้
การเปรียบเทียบวัสดุหลักของที่กันมุม:
- ซิลิโคนใส (Clear Silicone): โดดเด่นในเรื่องความสวยงาม สามารถกลมกลืนไปกับสีและลวดลายของเฟอร์นิเจอร์ได้ดี เหมาะอย่างยิ่งสำหรับโต๊ะกระจก โต๊ะไม้ราคาแพง หรือเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์น มีความเหนียวและทนทานสูง แต่อาจมีความแข็งมากกว่าวัสดุประเภทโฟมเล็กน้อย
- โฟม EVA (EVA Foam): มีความหนานุ่มและยืดหยุ่นสูงมาก มีประสิทธิภาพในการดูดซับและกระจายแรงกระแทกได้ดีที่สุด เหมาะสำหรับมุมเฟอร์นิเจอร์ที่มีความคมมากและอยู่ในจุดที่เด็กมีโอกาสชนบ่อย แต่อาจจะดูสะดุดตาและลดความสวยงามของเฟอร์นิเจอร์ลง
- พลาสติก PVC (PVC): มีความแข็งแรง ทนทานต่อการขูดขีด ทำความสะอาดง่าย และมักมีราคาประหยัด แต่อาจมีความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการซับแรงกระแทกน้อยกว่าโฟม EVA และหากเสื่อมสภาพอาจมีความกรอบแตกได้ง่าย
ขั้นตอนการเตรียมพื้นผิวก่อนติดตั้งเพื่อการยึดเกาะที่ดีที่สุด: ก่อนทำการแปะกาวสองหน้า ควรทำความสะอาดพื้นผิวเฟอร์นิเจอร์ให้ปราศจากคราบฝุ่น คราบมัน และความชื้น โดยใช้ผ้าชุบน้ำสบู่อ่อนๆ เช็ดทำความสะอาด (หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีรุนแรงหรือน้ำยาเคลือบเงาที่อาจทำให้กาวไม่เกาะติด) จากนั้นใช้ผ้าแห้งเช็ดซ้ำจนแห้งสนิท เมื่อแปะที่กันมุมลงไปแล้ว ให้ใช้มือกดค้างไว้แน่นๆ ประมาณ 30 วินาที และควรทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมงก่อนที่จะให้เด็กใช้งาน เพื่อให้กาวเซ็ตตัวได้อย่างเต็มที่และยึดเกาะแน่นหนาที่สุด
คำเตือนเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน: ผู้ปกครองควรตรวจสอบสภาพความตึงแน่นและการยึดเกาะของที่กันมุมอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนและมีความชื้นสูงในประเทศไทยอาจทำให้กาวสองหน้าเสื่อมสภาพและหลุดลอกได้ง่าย หากอุปกรณ์เริ่มเผยอหรือหลุดออก เด็กอาจจะดึงออกมาเล่น นำมากัด หรือกลืนกินชิ้นส่วนเหล่านั้นเข้าไป ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการอุดตันทางเดินหายใจที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้ ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ระบุชัดเจนว่าปราศจากสารพิษ (Non-toxic) และไม่มีสารพทาเลท (Phthalate-free) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดเมื่อเด็กนำปากไปสัมผัส
เมื่อถึงเวลาที่ต้องถอดที่กันมุมออกเพื่อคืนสภาพเดิมให้แก่เฟอร์นิเจอร์ การถอดอย่างถูกวิธีจะช่วยลดความเสียหายต่อพื้นผิวไม้หรือสีเคลือบได้ อย่างไรก็ตาม ก่อนการใช้งานสารเคมีหรือความร้อนใดๆ ผู้ปกครองควรตรวจสอบคำแนะนำในการดูแลรักษาเฟอร์นิเจอร์จากผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นๆ เสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายสารเคลือบเงาหรือทำให้พื้นผิวเสียหาย หากคำแนะนำขัดกันหรือไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ควรทดสอบในจุดอับสายตาก่อน หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านเฟอร์นิเจอร์โดยตรง
สัญญาณเตือนที่บอกว่าถึงเวลาถอดที่กันมุมออกแล้ว
ที่กันมุมเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยชั่วคราวที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องเด็กในช่วงวัยหนึ่งเท่านั้น เมื่อเด็กเติบโตขึ้นและมีพัฒนาการที่พร้อม อุปกรณ์เหล่านี้ก็หมดความจำเป็นและควรได้รับการถอดออกเพื่อคืนสภาพเดิมให้แก่บ้านของคุณ
สัญญาณแรกคือ พัฒนาการทางร่างกายของเด็ก เมื่อเด็กมีความสูงที่พ้นระดับขอบเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นไปแล้วอย่างปลอดภัย เช่น ศีรษะและใบหน้าอยู่สูงกว่าขอบโต๊ะอาหารหรือโต๊ะทำงานอย่างชัดเจน และเด็กมีการเดินหรือวิ่งที่มั่นคง ไม่ล้มบ่อยเหมือนในช่วงวัยเตาะแตะ ทักษะการทรงตัวที่ดีขึ้นนี้จะช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุจากการล้มกระแทกได้อย่างมีนัยสำคัญ
สัญญาณที่สองคือ พัฒนาการทางการรับรู้และทักษะการเคลื่อนไหว เด็กเริ่มเข้าใจคำเตือนของผู้ปกครองเกี่ยวกับอันตรายของมุมแหลม และรู้จักหลบหลีกหรือชะลอความเร็วเมื่อเข้าใกล้เฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นได้เอง รวมถึงมีทักษะในการก้าวข้ามสิ่งกีดขวางและการประเมินระยะห่างระหว่างร่างกายกับวัตถุรอบตัวได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
สัญญาณสุดท้ายคือ สภาพของตัวอุปกรณ์ที่เริ่มเสื่อมสภาพ หากพบว่าที่กันมุมเริ่มมีกาวเยิ้มหลุดลอก เนื้อโฟมฉีกขาดจากการโดนเด็กกัดแทะ หรือซิลิโคนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและเปื่อยยุ่ย คุณต้องรีบถอดอุปกรณ์เหล่านั้นออกทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กดึงชิ้นส่วนที่ชำรุดเข้าปากและกลืนกินเข้าไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการสำลักหรืออุดตันทางเดินหายใจ หากเด็กยังต้องการการปกป้องอยู่ ให้ทำการถอดชิ้นส่วนที่ชำรุดออกและเปลี่ยนติดตั้งชิ้นใหม่ทันทีเพื่อความปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ที่กันมุมแบบใสและแบบโฟม ต่างกันอย่างไร และควรใช้แบบไหน?
ที่กันมุมแบบซิลิโคนใสจะเน้นเรื่องความสวยงามและกลมกลืนไปกับดีไซน์ของเฟอร์นิเจอร์ เหมาะสำหรับจุดที่ต้องการรักษาทัศนียภาพของบ้าน เช่น โต๊ะรับแขกกระจกหรือโต๊ะทำงานไม้ ในขณะที่แบบโฟม EVA จะมีความหนาและนุ่มกว่ามาก จึงมีประสิทธิภาพในการดูดซับแรงกระแทกได้ดีกว่า เหมาะสำหรับติดตั้งในจุดที่มีความเสี่ยงสูงและเด็กมีโอกาสวิ่งชนบ่อย เช่น ขอบเตียงนอนหรือมุมโต๊ะกินข้าว
ทำอย่างไรหากเด็กเล็กกัดหรือกลืนชิ้นส่วนที่กันมุมเข้าไป?
หากพบว่าเด็กกัดหรือกลืนชิ้นส่วนของที่กันมุมเข้าไป ให้รีบตรวจเช็กภายในช่องปากของเด็กทันทีเพื่อนำเศษชิ้นส่วนที่ยังไม่ถูกกลืนออกมา หากเด็กมีอาการสำลัก ไออย่างรุนแรง หายใจติดขัด ตัวเขียว หรือกลืนชิ้นส่วนขนาดใหญ่ลงไป ให้รีบนำส่งโรงเป็นพยาบาลหรือติดต่อหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทันที ทั้งนี้ คำแนะนำดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางการรับมือเบื้องต้นสำหรับการดูแลเด็กเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ หากมีความกังวลใจควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อย
พูดคุยกับชุมชน
แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่