แม่และเด็ก คู่มือที่ใช้ได้จริง
เป้อุ้มเด็ก

คู่มือเลือกเป้อุ้มเด็กแบบนั่งสะโพก (Hip Seat Baby) ระบายอากาศดี สำหรับอากาศร้อนชื้นของไทย

คู่มือเลือกเป้อุ้มเด็กแบบนั่งสะโพก (Hip Seat Baby) ที่ระบายอากาศดีเยี่ยม เหมาะกับอากาศร้อนชื้นของไทย พร้อมเช็กลิสต์ความปลอดภัย วิธีดูแลรักษาเพื่อป้องกันกลิ่นอับ และคำแนะนำการจัดท่าทางที่ถูกต้อง

เพิ่มเป็นแหล่งข้อมูลที่ต้องการบน Google

การเลือกเป้อุ้มเด็กแบบนั่งสะโพก หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ hip seat baby สำหรับใช้งานในประเทศไทยที่มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นตลอดทั้งปี ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายครั้งใหญ่ของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ เนื่องจากสรีระของทารกและผู้ปกครองต้องสัมผัสแนบชิดกันเป็นเวลานานในขณะใช้งาน หากเป้อุ้มไม่มีระบบระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ความร้อนและเหงื่อไคลจะสะสมตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทั้งผู้สะพายและลูกน้อยรู้สึกอึดอัด เหนียวเหนอะหนะ และไม่สบายตัวอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ผิวหนังของทารกยังมีความบอบบางและไวต่อสิ่งกระตุ้นเป็นพิเศษ การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อับชื้นจึงอาจกระตุ้นให้เกิดผดผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ หรือในกรณีที่รุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะร่างกายร้อนจัดซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็ก การทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบถ่ายเทอากาศและโครงสร้างที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเลือกซื้อเป้อุ้มเด็กที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัยและเย็นสบาย

ทำไมระบบระบายอากาศจึงสำคัญสำหรับเป้อุ้มเด็กแบบนั่งสะโพก (Hip Seat Baby) ในอากาศร้อนชื้น

ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น ซึ่งมีลักษณะเด่นคืออุณหภูมิที่สูงและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่สูงเกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน เมื่อเราใช้งานเป้อุ้มเด็กแบบนั่งสะโพก ร่างกายของผู้ปกครองและทารกจะถูกโอบรัดเข้าหากันเพื่อความปลอดภัยและมั่นคงในการเคลื่อนไหว การสัมผัสกันอย่างใกล้ชิดนี้ทำให้เกิดการแผ่รังสีความร้อนจากร่างกายของทั้งสองคนเข้าหากันโดยตรง หากเนื้อผ้าหรือโครงสร้างของเป้อุ้มไม่มีช่องทางให้ลมพัดผ่าน ความร้อนเหล่านั้นจะถูกกักเก็บไว้ภายในช่องว่างระหว่างตัวคุณและลูกน้อย ส่งผลให้อุณหภูมิบริเวณจุดสัมผัสพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่นาที

กลไกการระบายความร้อนตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์คือการขับเหงื่อเพื่อให้เหงื่อระเหยไปในอากาศ ซึ่งจะช่วยลดอุณหภูมิของผิวหนังลง แต่ในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูงของไทย เหงื่อจะระเหยได้ยากกว่าปกติอยู่แล้ว เมื่อถูกปิดทับด้วยวัสดุเป้อุ้มที่หนาทึบ เหงื่อจึงไม่สามารถระเหยออกไปได้เลย ส่งผลให้เกิดการสะสมของความชื้นและคราบเกลือจากเหงื่อ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทารกเกิดผดผื่นร้อน (Heat Rash) หรือผิวหนังอักเสบระคายเคืองได้ง่าย นอกจากนี้ เด็กทารกยังมีระบบควบคุมอุณหภูมิร่างกายที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้พวกเขาขับเหงื่อและระบายความร้อนได้ช้ากว่าผู้ใหญ่ การอยู่ในเป้อุ้มที่อับร้อนเป็นเวลานานจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตัวร้อนเกิน (Overheating) ซึ่งอาจทำให้เด็กงอแง อ่อนเพลีย หรือเกิดอาการไข้แดดได้ การเลือกเป้อุ้มที่มีระบบระบายอากาศที่ดีจึงไม่ใช่เรื่องของความสะดวกสบายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของสุขอนามัยและความปลอดภัยทางร่างกายของลูกน้อยที่คุณรัก

คุณสมบัติและวัสดุที่ควรมองหาเพื่อช่วยให้ระบายอากาศได้ดี

การเปลี่ยนความต้องการเรื่องความเย็นสบายให้กลายเป็นเกณฑ์การเลือกซื้อที่จับต้องได้นั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถพิจารณาจากคุณสมบัติของวัสดุและการออกแบบโครงสร้างของเป้อุ้มเด็กแบบนั่งสะโพกได้โดยตรง โดยมีจุดสังเกตที่สำคัญดังต่อไปนี้

hip seat baby
ภาพประกอบสร้างโดย AI ใช้เพื่อการอ้างอิงเท่านั้น

วัสดุตาข่าย (Mesh) และผ้าที่ระบายอากาศได้ดี

วัสดุที่นำมาใช้ตัดเย็บตัวเป้อุ้มคือหัวใจสำคัญของการถ่ายเทความร้อน คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบป้ายข้อมูลสินค้าหรือรายละเอียดจากผู้ผลิต เพื่อค้นหาวัสดุที่มีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดีเยี่ยม โดยมีข้อแนะนำดังนี้:

  • ผ้าตาข่าย 3 มิติ (3D Mesh หรือ Air Mesh): เป็นวัสดุยอดนิยมที่ได้รับการออกแบบมาให้มีโครงสร้างทอแบบสามมิติ ซึ่งสร้างช่องว่างขนาดเล็กระหว่างชั้นผ้า ช่วยให้อากาศและลมธรรมชาติไหลผ่านสรีระของทารกได้รอบทิศทาง นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติยืดหยุ่นสูง ช่วยกระจายน้ำหนักได้ดี และแห้งไวเป็นพิเศษเมื่อสัมผัสกับเหงื่อ
  • หลีกเลี่ยงผ้าเนื้อหนาทึบและสารเคลือบกันน้ำ: ควรหลีกเลี่ยงเป้อุ้มที่ทำจากผ้าแคนวาสหนา ผ้าเดนิม หรือผ้าใยสังเคราะห์ที่มีการเคลือบสารกันน้ำหนาแน่นในบริเวณที่ต้องสัมผัสกับตัวเด็กโดยตรง แม้ว่าผ้าเหล่านี้จะมีความทนทานสูง แต่ก็มีคุณสมบัติกักเก็บความร้อนและปิดกั้นการไหลเวียนของอากาศอย่างมาก ทำให้เกิดความอับชื้นได้ง่าย
  • การตรวจสอบป้ายสินค้า: อย่าตัดสินประสิทธิภาพการระบายอากาศจากเพียงแค่ชื่อรุ่นหรือภาพโฆษณาที่สวยงาม ให้ตรวจสอบรายละเอียดสเปกสินค้าจากผู้ผลิตเสมอว่ามีการระบุประเภทวัสดุระบายอากาศ (Breathable) ไว้อย่างชัดเจนหรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้สินค้าที่ตรงตามความต้องการจริง
  • สัมผัสความนุ่มนวลของเส้นใย: ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผ้าตาข่ายที่ใช้มีความอ่อนนุ่มและไม่สากกระด้าง เนื่องจากผิวของทารกนั้นบอบบางมาก หากเลือกผ้าตาข่ายที่มีคุณภาพต่ำ แรงเสียดสีที่เกิดขึ้นในขณะที่คุณก้าวเดินอาจทำให้ผิวของลูกน้อยเกิดรอยแดงหรือแผลถลอกได้ โดยเฉพาะบริเวณข้อพับขาและต้นขาที่ต้องสัมผัสกับขอบเป้อุ้มโดยตรง

การออกแบบโครงสร้างและการเว้นช่องว่าง

นอกเหนือจากชนิดของเส้นใยผ้าแล้ว โครงสร้างทางกายภาพของเป้อุ้มก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยระบายความร้อนเช่นกัน:

  • แผงด้านหลังแบบเปิด-ปิดได้ (Convertible Panel): เป้อุ้มเด็กหลายรุ่นออกแบบมาให้มีซิปที่สามารถรูดเปิดแผงผ้าด้านหลังออกได้ เพื่อเผยให้เห็นแผ่นตาข่ายระบายอากาศที่อยู่ด้านใน การออกแบบลักษณะนี้ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามสภาพอากาศจริง หากวันไหนต้องออกกลางแจ้งที่ร้อนอบอ้าวก็เพียงแค่รูดซิปเปิดออกเพื่อรับลม และปิดกลับเมื่ออยู่ในห้องปรับอากาศเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนาวเกินไป
  • การเว้นช่องว่างด้านข้างและช่วงขา: โครงสร้างที่เปิดโล่งบริเวณด้านข้างลำตัวและช่องสอดขาของทารกจะช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสกับอากาศภายนอก ทำให้ลมพัดผ่านได้สะดวกยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะเน้นความโปร่งสบาย แต่โครงสร้างหลักของเป้อุ้มยังต้องคงความแข็งแรงและโอบอุ้มสรีระของทารกได้อย่างปลอดภัย ไม่เกิดการหย่อนคล้อยหรือเสียทรงในขณะใช้งาน ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยและท่าทางการนั่งที่ถูกต้องของเด็ก

เช็กลิสต์ก่อนเลือกซื้อเป้อุ้มเด็กสำหรับใช้งานในสภาพอากาศร้อน

ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะตัดสินใจเลือกซื้อเป้อุ้มเด็กแบบนั่งสะโพกมาใช้งานท่ามกลางสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย การเตรียมเช็กลิสต์เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ อย่างรอบคอบจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง และรับประกันความปลอดภัยสูงสุดในการใช้งาน:

  • การรองรับสรีระและการกันลื่นในสภาวะที่มีเหงื่อ: ในสภาพอากาศร้อน เหงื่อที่ไหลออกมาจากทั้งตัวผู้สะพายและทารกอาจทำให้พื้นผิวสัมผัสเกิดความลื่นได้ง่าย คุณพ่อคุณแม่จึงต้องตรวจสอบว่าบริเวณแผ่นรองนั่งสะโพก (Hip Seat) มีการบุด้วยวัสดุกันลื่นที่มีคุณภาพ เช่น ซิลิโคนกันลื่นลายรังผึ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ก้นของลูกน้อยลื่นไถลขณะเคลื่อนไหว นอกจากนี้ สายรัดเอวและสายสะพายบ่าต้องมีความหนานุ่ม กระจายน้ำหนักได้ดีเพื่อลดความเมื่อยล้า และมีระบบล็อกที่แน่นหนาปลอดภัย แม้จะเปียกชื้นจากเหงื่อก็ต้องไม่เกิดการลื่นหลุดหรือคลายตัวออก
  • การป้องกันแสงแดดและรังสี UV: การเดินทางกลางแจ้งในไทยมักจะต้องเผชิญกับแสงแดดที่รุนแรง เป้อุ้มเด็กที่เหมาะสมควรมาพร้อมกับฮู้ดหรือหมวกบังแดด (Sun Hood) ที่ทำจากเนื้อผ้าบางเบา ระบายอากาศได้ดี และสามารถถอดออกหรือพับเก็บได้ง่ายเมื่อไม่ใช้งาน เพื่อไม่ให้หมวกกลายเป็นตัวกักเก็บความร้อนรอบศีรษะของทารก และช่วยปกป้องผิวและดวงตาอันบอบบางของทารกจากรังสียูวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความปลอดภัยของวัสดุและสารเคมี: เนื่องจากผิวหนังของทารกจะสัมผัสกับเนื้อผ้าของเป้อุ้มโดยตรง และในสภาพอากาศร้อนที่รูขุมขนเปิดกว้าง การปนเปื้อนของสารเคมีจึงเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง ควรตรวจสอบว่าวัสดุระบายอากาศเหล่านั้นผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับเด็กอ่อน (เช่น มาตรฐาน Standard 100 by OEKO-TEX หรือมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลอื่นๆ) เพื่อยืนยันว่าไม่มีการใช้สีย้อมที่เป็นอันตราย สารตกค้าง หรือสารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเมื่อผิวหนังที่เปียกชื้นจากเหงื่อสัมผัสกับเนื้อผ้าเป็นเวลานาน
  • คำเตือนความปลอดภัยเพื่อป้องกันความร้อนสูงเกินไป: หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าห่มหนาๆ ผ้าขนหนูผืนใหญ่ หรือผ้าคลุมรถเข็นมาคลุมทับเป้อุ้มเด็กเพื่อบังแดดในขณะที่อากาศร้อนจัด เนื่องจากผ้าหนาๆ เหล่านี้จะปิดกั้นการไหลเวียนของอากาศโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้อุณหภูมิภายในเป้อุ้มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะความร้อนสูงเกินไป (Overheating) ของทารกอย่างรุนแรง หากต้องการบังแดด ควรเลือกใช้ร่มกันรังสียูวีหรือสวมหมวกปีกกว้างระบายอากาศดีให้แก่ลูกน้อยแทน

เคล็ดลับการใช้งานและดูแลรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งานและป้องกันกลิ่นอับ

สภาพอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไทยเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา แบคทีเรีย และการสะสมของกลิ่นอับชื้นบนเนื้อผ้าอย่างมาก การดูแลรักษาและใช้งานเป้อุ้มเด็กแบบนั่งสะโพกอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรละเลย เพื่อสุขอนามัยที่ดีของลูกน้อยและเพื่อยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ให้ยาวนานยิ่งขึ้น:

  • ข้อแนะนำในการใช้งาน: ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย (Cotton) หรือผ้าใยไผ่ (Bamboo) ซึ่งมีเนื้อบางเบา ระบายอากาศได้ดี และซับเหงื่อได้ดีเยี่ยมให้แก่ลูกน้อย หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าหลายชั้นหรือผ้าใยสังเคราะห์หนาๆ นอกจากนี้ ควรวางแผนการเดินทางและหลีกเลี่ยงการอุ้มทารกทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลาที่แดดจัดที่สุดของวัน (โดยทั่วไปคือช่วงเวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น.) เพื่อลดความเสี่ยงจากการสะสมความร้อนในร่างกายของทั้งผู้ปกครองและเด็ก
  • การทำความสะอาดและซักฟอกอย่างถูกวิธี: เนื่องจากเป้อุ้มเด็กต้องรองรับทั้งเหงื่อไคล คราบน้ำลาย หรือเศษอาหารอยู่เสมอ จึงควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอโดยปฏิบัติตามป้ายคำแนะนำการดูแลรักษา (Care Label) ของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด ก่อนทำการซักทุกครั้ง คุณต้องถอดโฟมรองนั่งหรือโครงแข็งออกจากช่องซิปใต้ฐานนั่งสะโพกเสมอ การซักด้วยมือโดยใช้น้ำยาซักผ้าเด็กสูตรอ่อนโยนเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการถนอมโครงสร้างและเนื้อผ้า หากจำเป็นต้องซักด้วยเครื่องซักผ้า ให้ใส่เป้อุ้มในถุงตาข่ายถนอมผ้า เลือกโปรแกรมซักรอบปั่นต่ำ และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มหรือสารฟอกขาวเด็ดขาด เนื่องจากสารเคมีเหล่านี้อาจไปอุดตันรูระบายอากาศของผ้าตาข่ายและทำให้สารเคลือบกันลื่นเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
  • การตากและการเก็บรักษา: หลังจากซักทำความสะอาดเสร็จสิ้น ควรนำเป้อุ้มเด็กไปตากในที่ร่มที่มีลมโกรกและอากาศถ่ายเทสะดวกจนแห้งสนิทจริงก่อนนำมาใช้งานหรือจัดเก็บ ไม่ควรตากในที่อับลมเพราะจะทำให้เกิดกลิ่นอับชื้นและเชื้อราสะสมได้ง่าย และหลีกเลี่ยงการตากแดดจัดเป็นเวลานานเกินไป เนื่องจากรังสี UV อาจทำให้ตัวล็อกพลาสติกและสายรัดไนลอนเสื่อมสภาพและเปราะหักง่าย เมื่อแห้งสนิทแล้ว ควรเก็บเป้อุ้มไว้ในตู้หรือพื้นที่ที่แห้งและระบายอากาศได้ดี ไม่ควรทิ้งเป้อุ้มไว้ในรถยนต์ที่จอดตากแดดจัด เพราะความร้อนสะสมที่สูงมากภายในรถอาจทำให้โฟมรองนั่งและส่วนประกอบพลาสติกชำรุดเสียหายได้
  • การตรวจสอบความสมบูรณ์ก่อนใช้งาน: ก่อนการใช้งานเป้อุ้มในแต่ละครั้ง ควรทำการตรวจสอบความสมบูรณ์ของอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะจุดเชื่อมต่อสำคัญ เช่น ตัวล็อกพลาสติก (Buckles) ว่าไม่มีรอยร้าวหรือแตกหัก ซิปทุกตัวรูดได้สนิทและไม่ลื่นหลุดเอง และรอยตะเข็บเย็บของสายสะพายไม่มีการหลุดลุ่ย หากพบร่องรอยความเสียหายหรือการชำรุดของอุปกรณ์ แม้เพียงเล็กน้อย ควรหยุดใช้งานเป้อุ้มเด็กเครื่องนั้นทันที และส่งซ่อมแซมกับศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ หรือพิจารณาเปลี่ยนใหม่เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เป้อุ้มเด็กแบบนั่งสะโพกทำให้ทารกขาผิดรูปหรือไม่

การใช้งานเป้อุ้มเด็กแบบนั่งสะโพกจะไม่ทำให้ขาของทารกผิดรูป หากคุณพ่อคุณแม่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์และจัดท่าทางของทารกอย่างถูกต้องขณะใช้งาน โดยท่าทางที่ปลอดภัยและถูกต้องคือท่า “M-Shape” หรือท่ากบ ซึ่งเป็นท่าที่ข้อเข่าของทารกจะอยู่สูงกว่าสะโพก และต้นขาทั้งสองข้างได้รับการรองรับจากแผ่นนั่งอย่างเหมาะสม ท่านี้จะช่วยลดแรงกดทับที่ข้อต่อสะโพกและป้องกันภาวะข้อสะโพกเคลื่อนหลุด (Hip Dysplasia) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบคู่มือการใช้งานเพื่อยืนยันว่าเป้อุ้มได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับท่า M-Shape นี้อย่างแท้จริง และหากมีข้อสงสัยหรือข้อกังวลเกี่ยวกับพัฒนาการทางกระดูกและข้อต่อของลูกน้อย ควรปรึกษากุมารแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง

สามารถใช้เป้อุ้มเด็กแบบนั่งสะโพกกับทารกแรกเกิดได้หรือไม่

โดยทั่วไปแล้ว ไม่แนะนำให้ใช้เป้อุ้มเด็กแบบนั่งสะโพก (Hip Seat) กับทารกแรกเกิด เนื่องจากกล้ามเนื้อส่วนคอ หลัง และกระดูกสันหลังของทารกแรกเกิดยังไม่แข็งแรงพอที่จะพยุงร่างกายให้อยู่ในท่าตั้งตรงได้ เป้อุ้มประเภทนี้มักได้รับการออกแบบมาสำหรับเด็กวัยที่เริ่มชันคอได้แข็งแรงและสามารถนั่งพิงได้เองแล้ว ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ช่วงอายุประมาณ 4 ถึง 6 เดือนขึ้นไป หรือตามข้อกำหนดน้ำหนักขั้นต่ำที่ผู้ผลิตระบุไว้ คุณพ่อคุณแม่ต้องตรวจสอบคู่มือการใช้งานและคำเตือนเรื่องอายุและน้ำหนักขั้นต่ำของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัดก่อนเริ่มใช้งาน และหากจำเป็นต้องอุ้มทารกแรกเกิด ควรเลือกใช้เป้อุ้มเด็กประเภทผ้าอุ้ม (Baby Wrap) หรือเป้อุ้มที่ออกแบบมาสำหรับทารกแรกเกิดโดยเฉพาะที่สามารถประคองศีรษะและคอของเด็กได้อย่างปลอดภัย

พูดคุยกับชุมชน

แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่

ร่วมการสนทนา

จำเป็นต้องระบุชื่อและอีเมล อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ และไม่อนุญาตให้ใส่ลิงก์