การดูแลลูกรักให้เติบโตอย่างแข็งแรงและมีพัฒนาการที่สมวัยเป็นเป้าหมายสูงสุดของคุณพ่อคุณแม่ทุกคน ในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ปัญหาเด็กเลือกรับประทานอาหาร หรือความกังวลว่าลูกจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ทำให้ “วิตามินและอาหารเสริมสำหรับเด็ก” กลายเป็นตัวเลือกที่คุณแม่หลายท่านให้ความสนใจ อย่างไรก็ดี การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและช่วงวัยของเด็กเป็นสำคัญ เนื่องจากร่างกายของเด็กในแต่ละช่วงอายุมีความต้องการสารอาหารและขีดความสามารถในการดูดซึมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเลือกวิตามินอย่างเหมาะสมจึงไม่ใช่เพียงแค่การเลือกยี่ห้อที่ยอดนิยม แต่คือการทำความเข้าใจพัฒนาการและข้อจำกัดทางร่างกายของลูกในแต่ละก้าวของการเติบโตอย่างปลอดภัย
หลักการพื้นฐานก่อนตัดสินใจซื้อวิตามินและอาหารเสริมสำหรับเด็ก
สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่ต้องตระหนักคือ อาหารจากธรรมชาติที่ครบ 5 หมู่คือแหล่งสารอาหารที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็ก การรับประทานอาหารที่หลากหลายและสมดุลในแต่ละมื้อเป็นรากฐานที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย สมอง และระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ วิตามินและอาหารเสริมสำหรับเด็กนั้นถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นเพียง “ตัวช่วยเสริม” ในกรณีที่เด็กมีความเสี่ยงที่จะขาดสารอาหารบางชนิด หรือมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจนเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือหลักในการทดแทนมื้ออาหารปกติที่เด็กปฏิเสธการรับประทาน
ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์วิตามินหรืออาหารเสริมใดๆ ให้กับลูกน้อย การปรึกษากุมารแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญคือขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด แพทย์จะสามารถประเมินการเจริญเติบโต น้ำหนัก ส่วนสูง และพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเด็ก เพื่อวิเคราะห์ว่าเด็กมีความจำเป็นต้องได้รับสารอาหารเสริมจริงหรือไม่ และควรได้รับในปริมาณเท่าใด การคาดเดาและซื้อมาให้ลูกรับประทานเองอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว
สินค้าที่กล่าวถึงในคู่มือนี้
ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาล่าสุดในหน้าสินค้า
นอกจากนี้ ข้อควรระวังที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ห้ามนำวิตามินหรืออาหารเสริมของผู้ใหญ่มาลดปริมาณหรือแบ่งให้เด็กรับประทานโดยเด็ดขาด เนื่องจากสูตรตำรับของผู้ใหญ่มีปริมาณสารอาหารที่สูงเกินกว่าขีดจำกัดที่ร่างกายของเด็กจะรับได้ และอาจมีส่วนผสมบางประเภท สารสกัดจากสมุนไพร หรือสารกันเสียที่เป็นอันตรายต่อระบบการทำงานของตับและไตของเด็กที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบและทดสอบมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะจึงเป็นทางเลือกเดียวที่ปลอดภัย
เกณฑ์สำคัญในการเลือกผลิตภัณฑ์ให้ปลอดภัยและเหมาะสม
การเลือกซื้อวิตามินและอาหารเสริมสำหรับเด็กในตลาดปัจจุบันมีตัวเลือกมากมายจนอาจทำให้ผู้ปกครองสับสน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกรัก ควรพิจารณาเกณฑ์สำคัญต่อไปนี้อย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจซื้อทุกครั้ง

การเลือกประเภทและรูปแบบ (Dosage Form) รูปแบบของวิตามินต้องสอดคล้องกับอายุและความสามารถในการบดเคี้ยวและการกลืนของเด็ก สำหรับทารกและเด็กเล็ก วิตามินรูปแบบหยด (Drops) หรือน้ำเชื่อม (Syrup) จะมีความเหมาะสมที่สุดเนื่องจากกลืนง่ายและสามารถตวงปริมาณได้อย่างแม่นยำ ส่วนเด็กโตที่สามารถเคี้ยวได้ดีแล้ว อาจเลือกใช้รูปแบบเม็ดเคี้ยว (Chewable Tablets) หรือกัมมี่ (Gummies) อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองต้องตระหนักถึงความเสี่ยงในการสำลัก (Choking Hazard) เสมอ โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีที่ระบบการกลืนยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ และควรดูแลอย่างใกล้ชิดขณะที่เด็กรับประทาน
การตรวจสอบส่วนผสมและสารเติมแต่ง วิตามินสำหรับเด็กหลายยี่ห้อมักแต่งสี กลิ่น และรสชาติให้อร่อยเพื่อช่วยให้รับประทานง่ายขึ้น โดยเฉพาะในรูปแบบน้ำเชื่อมและกัมมี่ ผู้ปกครองจึงต้องอ่านฉลากอย่างละเอียดเพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำตาล (Sugar Content) หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลสูงเกินไปซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาฟันผุและพฤติกรรมติดหวาน นอกจากนี้ ควรระวังสารแต่งสีสังเคราะห์ สารกันเสีย และสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย เช่น โปรตีนนมวัว ถั่วเหลือง กลูเตน หรือแป้งสาลี หากลูกมีประวัติการแพ้อาหาร ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุชัดเจนว่าปราศจากสารก่อภูมิแพ้เหล่านั้น (Allergen-free)
การตรวจสอบปริมาณและขีดจำกัดสารอาหาร ร่างกายของเด็กต้องการวิตามินในปริมาณที่พอเหมาะ การได้รับมากเกินไปอาจส่งผลเสียร้ายแรง โดยเฉพาะวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ (Vitamin A), วิตามินดี (Vitamin D), วิตามินอี (Vitamin E) และวิตามินเค (Vitamin K) ซึ่งสามารถสะสมในเนื้อเยื่อไขมันและตับของร่างกายจนเกิดภาวะพิษจากการสะสมได้ แตกต่างจากวิตามินที่ละลายในน้ำอย่างวิตามินซีหรือบีที่ร่างกายสามารถขับออกทางปัสสาวะได้ง่ายกว่า ผู้ปกครองจึงต้องตรวจสอบฉลากโภชนาการไม่ให้ปริมาณวิตามินเกินค่าขีดจำกัดบนที่ร่างกายรับได้ในแต่ละวัน (Tolerable Upper Intake Level หรือ UL) สำหรับช่วงอายุของเด็ก
การตรวจสอบมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ ผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ต้องผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีเลขทะเบียนตำรับยาหรือเลขสารบบอาหารที่ระบุบนบรรจุภัณฑ์อย่างชัดเจน ควรหลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เช่น ช่วยเพิ่มความสูงได้อย่างรวดเร็ว ช่วยรักษาโรคสมาธิสั้น หรือช่วยเพิ่มสติปัญญาอย่างมหัศจรรย์ เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ใดๆ รองรับคำกล่าวอ้างเหล่านี้ และอาจมีส่วนผสมของสารอันตรายปนเปื้อนอยู่
แนวทางการเลือกสารอาหารเสริมตามช่วงวัยและพัฒนาการ
ความต้องการสารอาหารของเด็กจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเจริญเติบโตและพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย การเลือกวิตามินจึงต้องจำเพาะเจาะจงและสอดคล้องกับความต้องการของร่างกายในขณะนั้น โดยแบ่งออกตามช่วงอายุดังนี้
ทารก (0-12 เดือน)
ในช่วงขวบปีแรก นมแม่คือน้ำนมที่ดีที่สุดและมีสารอาหารครบถ้วนสำหรับทารก หรือในกรณีที่ไม่สามารถให้นมแม่ได้ นมผงดัดแปลงสำหรับทารกที่ได้มาตรฐานก็เป็นแหล่งอาหารหลักที่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม มีสารอาหารบางชนิดที่กุมารแพทย์อาจพิจารณาให้เสริมในกรณีเฉพาะ
วิตามินดี (Vitamin D): เป็นสารอาหารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูดซึมแคลเซียมเพื่อสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง รวมถึงส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ในทารกที่ดื่มนมแม่เพียงอย่างเดียวอาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ เนื่องจากนมแม่มีปริมาณวิตามินดีค่อนข้างต่ำ และในประเทศไทยแม้จะมีแดดจัดแต่ทารกมักไม่ได้สัมผัสแสงแดดโดยตรงเพื่อความปลอดภัยของผิวหนัง กุมารแพทย์จึงมักแนะนำให้เสริมวิตามินดีรูปแบบหยดสำหรับทารกที่ดื่มนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด โดยอยู่ภายใต้การดูแลและกำหนดปริมาณโดยแพทย์อย่างเคร่งครัด
ธาตุเหล็ก (Iron): เป็นอีกหนึ่งสารอาหารสำคัญที่มีผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงและพัฒนาการทางสมอง ทารกแรกเกิดจะมีสะสมธาตุเหล็กในร่างกายที่ได้รับมาจากมารดาตั้งแต่ในครรภ์ ซึ่งจะเพียงพอจนถึงอายุประมาณ 4-6 เดือน หลังจากนั้นปริมาณธาตุเหล็กสะสมจะเริ่มลดลง การเริ่มอาหารมื้อแรก (Complementary Foods) เมื่ออายุ 6 เดือนจึงต้องเน้นอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เลือด หรือเนื้อสัตว์ หากทารกมีภาวะซีดหรือรับประทานอาหารเสริมตามวัยได้น้อย แพทย์อาจพิจารณาให้ธาตุเหล็กเสริมรูปแบบหยด ทั้งนี้ ห้ามซื้อธาตุเหล็กเสริมให้ทารกรับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากธาตุเหล็กที่มากเกินไปเป็นพิษร้ายแรงต่อร่างกายเด็ก
ข้อควรระวังสำหรับวัยนี้คือ ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมใดๆ ที่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าผลิตขึ้นสำหรับทารกโดยเฉพาะ และต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาดของอุปกรณ์หยดยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
วัยหัดเดินและก่อนวัยเรียน (1-5 ปี)
เมื่อเด็กก้าวเข้าสู่วัยเตาะแตะ พัฒนาการทางร่างกายจะเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็วพร้อมกับการเรียนรู้สิ่งรอบตัว ทว่าปัญหายอดฮิตที่คุณแม่มักพบในช่วงวัยนี้คือ “ภาวะเลือกกิน” (Picky Eater) หรือการปฏิเสธอาหารบางประเภท เช่น ไม่ยอมทานผัก ผลไม้ หรือเนื้อสัตว์ ซึ่งอาจทำให้เด็กมีความเสี่ยงที่จะขาดสารอาหารสำคัญหลายชนิด
สารอาหารที่มักขาดแคลนในเด็กวัยนี้:
- แคลเซียมและวิตามินดี: จำเป็นต่อการยืดตัวของกระดูกและฟันที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
- ธาตุเหล็ก: ช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางและสนับสนุนการทำงานของสมอง
- ไอโอดีน: สนับสนุนการทำงานของต่อมไทรอยด์และพัฒนาการทางสติปัญญา
- DHA (Docosahexaenoic Acid): กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเซลล์สมองและระบบการมองเห็น หากเด็กไม่ยอมดื่มนมหรือทานปลาทะเลเป็นประจำ การเสริมสารอาหารเหล่านี้อาจมีความจำเป็น
รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กวัย 1-5 ปี ยังคงเป็นรูปแบบหยดหรือน้ำเชื่อม เนื่องจากผู้ปกครองสามารถควบคุมและปรับปริมาณยาได้ง่ายตามคำแนะนำของแพทย์ สำหรับวิตามินรูปแบบเม็ดเคี้ยวหรือกัมมี่ แม้จะเริ่มให้ได้ในเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย แต่ผู้ปกครองต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเรื่องการสำลัก และต้องเก็บผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้พ้นมือเด็กเสมอ เพราะรสชาติที่หวานอร่อยคล้ายขนมอาจทำให้เด็กแอบหยิบทานเองจนเกิดอันตรายจากการได้รับวิตามินเกินขนาด
วัยเรียน (6-12 ปี)
เด็กวัยเรียนเป็นวัยที่ต้องใช้พลังงานทั้งทางร่างกายและสมองในการทำกิจกรรมและการเรียนรู้ที่โรงเรียน ร่างกายมีการขยายตัวของกระดูกและกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการสารอาหารเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
สารอาหารที่สำคัญในวัยเรียน:
- DHA และวิตามินบีรวม (Vitamin B Complex): ช่วยสนับสนุนการทำงานของสมอง ความจำ และระบบประสาท ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเผาผลาญพลังงานและการส่งสัญญาณประสาท
- แคลเซียม วิตามินดี และโปรตีนเสริม: รองรับการเจริญเติบโตของโครงสร้างร่างกาย ช่วยเพิ่มมวลกระดูกและสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อในช่วงก่อนเข้าสู่วัยรุ่น
ในวัยนี้ เด็กๆ มักชื่นชอบวิตามินรูปแบบเม็ดเคี้ยวหรือกัมมี่เนื่องจากรับประทานง่ายและพกพาสะดวก อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองจำเป็นต้องเน้นย้ำเรื่องการดูแลสุขอนามัยในช่องปาก เนื่องจากวิตามินประเภทนี้มักเหนียวเหนอะหนะและมีส่วนผสมของน้ำตาล หากเคี้ยวแล้วไม่แปรงฟันหรือบ้วนปากให้สะอาด อาจทำให้เกิดปัญหาฟันผุตามมาได้ง่าย นอกจากนี้ ควรใช้โอกาสนี้ในการสอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะอ่านฉลากเบื้องต้น และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่าวิตามินคือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ไม่ใช่ขนมที่จะสามารถหยิบทานเล่นได้ตามใจชอบ เพื่อเป็นการฝึกวินัยในการดูแลสุขภาพตนเองตั้งแต่เยาว์วัย
สัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกอาจต้องการอาหารเสริมและข้อควรระวังด้านความปลอดภัย
การประเมินว่าลูกน้อยมีความจำเป็นต้องได้รับวิตามินและอาหารเสริมหรือไม่ ควรสังเกตจากสัญญาณเตือนทางร่างกายและพฤติกรรม ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตตามหลักความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
สัญญาณที่ควรพาไปพบแพทย์เพื่อประเมิน
- เด็กมีอัตราการเจริญเติบโตชะงักงัน น้ำหนักหรือส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับกราฟการเจริญเติบโต
- เด็กมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่จำกัดอย่างรุนแรง เช่น ไม่ยอมทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด หรือไม่ทานผักผลไม้เลยเป็นระยะเวลานานหลายเดือน
- เด็กมีโรคประจำตัวเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อระบบการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร เช่น โรคเซลิแอค (Celiac Disease) หรือโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
- ครอบครัวที่รับประทานอาหารมังสวิรัติหรือวีแกน (Vegan) อย่างเคร่งครัด ซึ่งอาจทำให้เด็กเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และสังกะสี
ข้อควรระวังด้านความปลอดภัยและการเก็บรักษา เนื่องจากสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยมีความร้อนและความชื้นสูง การเก็บรักษาวิตามินจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ควรเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ในที่แห้ง เย็น และพ้นจากแสงแดดโดยตรง สำหรับวิตามินชนิดน้ำบางประเภทอาจจำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เย็นหลังจากเปิดขวดแล้วเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพและการปนเปื้อนของเชื้อโรค (กรุณาตรวจสอบคำแนะนำการเก็บรักษาบนฉลากของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด)
ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเก็บรักษาวิตามินและอาหารเสริมทุกชนิดให้พ้นมือเด็ก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็ก เนื่องจากธาตุเหล็กในปริมาณสูงเป็นพิษร้ายแรงต่อเด็กเล็กและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากรับประทานเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ ควรเลือกบรรจุภัณฑ์ที่มีฝาปิดล็อกแบบป้องกันเด็กเปิด (Child-Resistant Cap) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกขั้น
การปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หากพบว่าเด็กเผลอรับประทานวิตามินหรืออาหารเสริมเข้าไปในปริมาณที่มากเกินกำหนดโดยอุบัติเหตุ สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำคือ “ตั้งสติ” และห้ามใช้วิธีกระตุ้นให้เด็กอาเจียนด้วยตนเองโดยเด็ดขาด เพราะการอาเจียนอาจทำให้เด็กสำลักวิตามินหรือน้ำย่อยเข้าไปในปอด ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงยิ่งขึ้น ให้รีบรวบรวมขวดหรือบรรจุภัณฑ์ของวิตามินนั้นๆ เพื่อดูปริมาณและส่วนประกอบที่ระบุบนฉลาก จากนั้นนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที หรือติดต่อสายด่วนศูนย์พิษวิทยาเพื่อขอคำแนะนำในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้อง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการให้วิตามินเด็ก (FAQ)
เด็กที่ทานอาหารได้ครบ 5 หมู่ ยังจำเป็นต้องทานวิตามินเสริมหรือไม่
หากเด็กมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ร่าเริงแจ่มใส และมีอัตราการเจริญเติบโตทั้งน้ำหนักและส่วนสูงเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานจากการรับประทานอาหารหลักครบ 5 หมู่ในแต่ละวัน การเสริมวิตามินเพิ่มเติมมักไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์ การได้รับวิตามินที่มากเกินความต้องการของร่างกายไม่ได้ช่วยให้เด็กแข็งแรงขึ้น แต่กลับเป็นการเพิ่มภาระให้กับตับและไตในการขับสารส่วนเกินเหล่านั้นออกจากร่างกาย ยกเว้นในกรณีที่มีข้อบ่งชี้เฉพาะเจาะจง เช่น เด็กที่ไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอจนอาจเสี่ยงต่อการขาดวิตามินดี หรือในรายที่มีภาวะขาดสารอาหารบางชนิดที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและแนะนำโดยกุมารแพทย์เท่านั้น
วิตามินแบบกัมมี่ (Gummy) มีข้อเสียอะไรบ้างที่ผู้ปกครองควรระวัง
แม้ว่าวิตามินแบบกัมมี่จะมีรสชาติอร่อยและช่วยแก้ปัญหาเด็กทานยากได้ดี แต่มีข้อจำกัดหลายประการที่คุณแม่ควรระวัง ประการแรกคือ ปริมาณน้ำตาลและสารให้ความหวานที่ค่อนข้างสูง ซึ่งหากเด็กรับประทานเป็นประจำและไม่ได้ทำความสะอาดฟันอย่างถูกวิธี จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุอย่างมาก ประการที่สองคือ ปริมาณสารอาหารและวิตามินในรูปแบบกัมมี่มักมีความไม่คงตัวสูงในระหว่างกระบวนการผลิตและการเก็บรักษา ทำให้บางครั้งเด็กอาจได้รับปริมาณวิตามินจริงน้อยกว่าที่ระบุบนฉลาก และประการสุดท้ายคือ ความเสี่ยงในการสำลักเนื่องจากเนื้อสัมผัสที่เหนียวเคี้ยวยาก รวมถึงความเสี่ยงที่เด็กจะมองว่าวิตามินนี้เป็นขนมและแอบหยิบทานในปริมาณมากจนอาจเกิดภาวะเป็นพิษได้
ควรทำอย่างไรหากเด็กทานวิตามินเกินปริมาณที่กำหนด
หากเกิดเหตุการณ์ที่เด็กรับประทานวิตามินเกินขนาด คุณพ่อคุณแม่ต้องห้ามกระตุ้นให้เด็กอาเจียนด้วยตนเอง เนื่องจากเสี่ยงต่อการสำลักเศษอาหารหรือตัวยาลงสู่หลอดลมและปอด ให้รีบนำขวดหรือบรรจุภัณฑ์ของวิตามินนั้นติดตัวไปด้วย แล้วพาลูกไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อให้แพทย์ประเมินปริมาณสารพิษและให้การรักษาที่ถูกต้อง หรือสามารถโทรติดต่อสายด่วนศูนย์พิษวิทยาเพื่อขอคำปรึกษาเร่งด่วน โดยแจ้งรายละเอียดชื่อผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบสำคัญ และปริมาณที่คาดว่าเด็กได้รับแก่เจ้าหน้าที่เพื่อการประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำ
พูดคุยกับชุมชน
แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่