การเลือกชุดชั้นในที่เหมาะสมในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดเป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากสรีระบริเวณทรวงอกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตน้ำนม การสวมใส่บราที่มีขนาดไม่พอดีไม่เพียงแต่ทำให้รู้สึกอึดอัดและเหนื่อยง่าย แต่ยังอาจส่งผลต่อสุขภาพเต้านมและการไหลเวียนของน้ำนมอีกด้วย การรู้วิธีวัดขนาดชุดชั้นในอย่างถูกต้องด้วยตนเองจึงเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้คุณแม่สามารถเลือกซื้อบราที่รองรับสรีระได้อย่างเหมาะสมในทุกช่วงเวลา
การวัดขนาดชุดชั้นในสำหรับคนท้องนั้นมีหลักการคล้ายกับการวัดบราทั่วไป แต่ต้องอาศัยความละเอียดและการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่มากกว่าปกติ โดยทั่วไปแล้วจะประกอบด้วยการวัดสองส่วนหลัก คือ การวัดรอบใต้อกเพื่อหาขนาดลำตัว และการวัดรอบอกเพื่อนำมาคำนวณหาขนาดคัพที่ถูกต้อง ซึ่งการวัดนี้ควรทำอย่างสม่ำเสมอตลอดการตั้งครรภ์เนื่องจากขนาดหน้าอกของคุณแม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
เหตุผลที่ควรวัดขนาดชุดชั้นในใหม่ในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด
ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในร่างกายจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เนื้อเยื่อเต้านมเริ่มขยายตัวและมีความไวต่อสัมผัสมากขึ้น คุณแม่หลายท่านอาจเริ่มรู้สึกคัดตึงหน้าอกคล้ายกับช่วงก่อนมีประจำเดือน แต่จะมีความต่อเนื่องและขยายขนาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการตั้งครรภ์
เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สองและสาม ไม่เพียงแต่เต้านมที่ขยายใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่โครงสร้างกระดูกซี่โครงของคุณแม่ก็จะเริ่มขยายกว้างขึ้นด้วย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ปอดและกะบังลมทำงานได้สะดวกขึ้นในขณะที่มดลูกขยายตัวขึ้นด้านบน การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ขนาดรอบใต้อกหรือขนาดลำตัวของคุณแม่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่ต้องได้รับการรองรับจากชุดชั้นในที่มีความยืดหยุ่นสูง
หลังจากการคลอดบุตรและเข้าสู่ช่วงให้นมบุตร สรีระบริเวณทรวงอกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งอย่างรวดเร็วเมื่อร่างกายเริ่มผลิตน้ำนมเต็มที่ ขนาดของเต้านมจะมีความผันผวนตลอดทั้งวัน โดยจะขยายใหญ่และคัดตึงเต็มที่ก่อนการให้นมหรือปั๊มนม และจะลดขนาดลงหลังจากที่ทารกดูดนมเรียบร้อยแล้ว การสวมใส่ชุดชั้นในที่มีขนาดพอดีจึงช่วยลดความตึงเครียดของผิวหนังและกล้ามเนื้อพยุงอกได้อย่างดี
หากคุณแม่ยังคงฝืนสวมใส่ชุดชั้นในขนาดเดิมที่คับแน่นเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้ง่าย โดยเฉพาะในสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไทย การกดทับจากขอบบราหรือโครงเหล็กที่แน่นเกินไปจะทำให้เกิดรอยแดง การระคายเคืองผิวหนัง และความอับชื้นสะสม นอกจากนี้ แรงกดทับที่มากเกินไปบนเต้านมยังอาจไปขัดขวางท่อน้ำนม ส่งผลให้ท่อน้ำนมอุดตันและเกิดการอักเสบของเต้านมในที่สุด
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มวัดขนาด
การเตรียมอุปกรณ์ที่ถูกต้องจะช่วยให้ค่าที่วัดได้มีความแม่นยำสูงสุด อุปกรณ์ชิ้นแรกที่ขาดไม่ได้คือสายวัดตัวที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถโค้งงอไปตามส่วนเว้าโค้งของร่างกายได้อย่างแนบสนิท ควรเลือกสายวัดที่มีการระบุหน่วยวัดเป็นนิ้วและเซนติเมตรอย่างชัดเจน และไม่มีการยืดตัวของวัสดุจนทำให้ค่าคลาดเคลื่อน

สถานที่ที่ใช้วัดควรเป็นห้องที่มีแสงสว่างเพียงพอและมีกระจกเงาบานใหญ่ที่สามารถมองเห็นลำตัวส่วนบนได้อย่างชัดเจน กระจกจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้คุณแม่ตรวจสอบได้ว่าสายวัดอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ขนานกับพื้นดิน ไม่บิดเบี้ยว หรือหย่อนคล้อยไปอยู่ที่แผ่นหลังในขณะที่ทำการวัด
สำหรับการแต่งกายในขณะวัดขนาด แนะนำให้วัดในขณะที่ไม่สวมใส่เสื้อชั้นในเลย หรือหากต้องการสวมใส่ ควรเลือกสวมใส่บราเนื้อบางเบาที่ไม่มีฟองน้ำหนาและไม่มีโครงเหล็กพยุง เพื่อป้องกันไม่ให้ฟองน้ำหรือโครงสร้างของบราเดิมไปเพิ่มความหนาหรือบิดเบือนรูปทรงตามธรรมชาติของเต้านม ซึ่งจะทำให้ค่าที่วัดได้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง
ขั้นตอนการวัดรอบใต้อกและรอบอกอย่างถูกต้อง
เริ่มต้นขั้นตอนแรกด้วยการวัดรอบใต้อกเพื่อหาขนาดลำตัว ให้คุณแม่ยืนตัวตรงในท่าทางที่ผ่อนคลาย ไม่เกร็งไหล่หรือแอ่นอก นำสายวัดโอบรอบลำตัวโดยให้อยู่บริเวณใต้ฐานอกพอดี ซึ่งเป็นจุดที่ขอบล่างของชุดชั้นในจะเกาะอยู่บนผิวหนัง
ใช้กระจกเงาเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าสายวัดพาดผ่านแผ่นหลังและรอบลำตัวเป็นเส้นตรงขนานกับพื้นอย่างแท้จริง ดึงสายวัดให้กระชับแนบเนื้อพอดี โดยไม่รัดแน่นจนเนื้อบุ๋มลงไปหรือหลวมจนสายวัดเลื่อนหลุด ในขณะที่อ่านค่า ให้หายใจเข้าและออกตามปกติ แล้วจึงบันทึกค่าที่ได้ในจังหวะที่หายใจออกสุด เพื่อให้ได้ขนาดรอบลำตัวที่ใส่สบายที่สุดในชีวิตประจำวัน
ขั้นตอนต่อมาคือการวัดรอบอกเพื่อนำไปคำนวณขนาดคัพ ให้เลื่อนสายวัดขึ้นมาโอบรอบส่วนที่กว้างที่สุดของเต้านม ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นจุดกึ่งกลางหัวนมพอดี ระมัดระวังไม่ให้สายวัดกดทับเนื้อเยื่อเต้านมจนแบนลงไป แต่ให้สายวัดทาบผ่านผิวอย่างแผ่วเบาและพยุงตัวอยู่ได้
ตรวจสอบผ่านกระจกอีกครั้งว่าสายวัดด้านหลังไม่หย่อนคล้อยลงไปต่ำกว่าระดับอกด้านหน้า การยืนหลังตรงและปล่อยแขนลงข้างลำตัวตามธรรมชาติจะช่วยให้ได้ค่าที่แม่นยำที่สุด หากคุณแม่มีลักษณะเต้านมที่หย่อนคล้อยตามธรรมชาติจากการตั้งครรภ์ อาจโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อยประมาณสี่สิบห้าองศาเพื่อให้เนื้อนมทิ้งตัวลงมา แล้วจึงทำการวัดรอบจุดที่กว้างที่สุดนั้น
วิธีคำนวณหาขนาดคัพและเลือกขนาดชุดชั้นใน
เมื่อได้ค่าการวัดทั้งสองส่วนเรียบร้อยแล้ว ให้นำค่ารอบอกตั้งแล้วลบด้วยค่ารอบใต้อก ผลต่างที่ได้จะเป็นตัวกำหนดขนาดคัพของคุณแม่ ตัวอย่างเช่น หากใช้หน่วยวัดเป็นเซนติเมตร ผลต่างประมาณสิบสองถึงสิบสี่เซนติเมตรจะเทียบเท่ากับคัพบี ผลต่างสิบสี่ถึงสิบหกเซนติเมตรจะเทียบเท่ากับคัพซี และผลต่างสิบหกถึงสิบแปดเซนติเมตรจะเทียบเท่ากับคัพดี
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานการกำหนดขนาดและคัพของชุดชั้นในอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ผลิตและแบรนด์สินค้า คุณแม่จึงไม่ควรยึดติดกับขนาดเดิมที่เคยใส่ แต่ควรนำค่าที่วัดได้จริงไปเปรียบเทียบกับตารางขนาดเฉพาะของแบรนด์ที่ต้องการเลือกซื้อทุกครั้ง เพื่อให้ได้ขนาดที่ตรงกับสัดส่วนจริงในขณะนั้นมากที่สุด
ในการเลือกซื้อชุดชั้นในสำหรับคนท้อง ควรพิจารณาเลือกแบบที่ไม่มีโครงเหล็กแข็ง แต่ใช้เทคนิคการตัดเย็บและการทอเส้นใยพิเศษเพื่อช่วยพยุงเต้านมแทน บราประเภทนี้จะช่วยลดแรงกดทับบริเวณใต้ฐานอกและด้านข้างลำตัว ทำให้สวมใส่สบายได้ตลอดทั้งวันและไม่รบกวนการขยายตัวของเต้านม
นอกจากนี้ ควรเลือกชุดชั้นในที่มีแถบตะขอด้านหลังหลายแถว (เช่น สี่ถึงห้าแถว) เพื่อให้สามารถปรับขยายขนาดรอบลำตัวได้ตามต้องการเมื่อครรภ์แก่ขึ้น และสามารถปรับกลับมาให้กระชับขึ้นได้ในช่วงหลังคลอด รวมถึงเลือกสายบ่าที่มีขนาดกว้างและนุ่มเพื่อช่วยกระจายน้ำหนักของเต้านมที่เพิ่มขึ้น ไม่ให้กดทับจนปวดไหล่
สัญญาณเตือนว่าชุดชั้นในขนาดไม่พอดีและเมื่อไหร่ควรวัดใหม่
คุณแม่สามารถสังเกตสัญญาณเตือนจากร่างกายเพื่อประเมินว่าชุดชั้นในที่ใช้อยู่เริ่มไม่พอดีแล้ว เช่น การเกิดรอยแดงหรือรอยบุ๋มลึกบริเวณบ่า ใต้ฐานอก หรือด้านข้างลำตัวหลังจากถอดชุดชั้นในออก ซึ่งแสดงว่าสายบ่าหรือรอบลำตัวมีความคับแน่นจนเกินไปและเริ่มขัดขวางการไหลเวียนของโลหิต
สัญญาณทางกายภาพที่เห็นได้ชัดอีกประการหนึ่งคือการมีเนื้อเต้านมล้นออกมานอกคัพ ไม่ว่าจะเป็นด้านบนหรือด้านข้างรักแร้ หรือการที่ขอบบราด้านหน้าลอยตัวขึ้นไม่แนบสนิทกับกระดูกหน้าอก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อบ่งชี้ว่าขนาดคัพของบราเล็กเกินไปและไม่สามารถโอบอุ้มเต้านมทั้งหมดได้อย่างเหมาะสมอีกต่อไป
หากคุณแม่เริ่มรู้สึกอึดอัด หายใจไม่สะดวก มีอาการปวดตึงบริเวณบ่า คอ หรือหลังส่วนบนอย่างต่อเนื่องหลังจากสวมใส่ชุดชั้นในไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง นั่นอาจเป็นเพราะบราไม่สามารถกระจายน้ำหนักได้อย่างสมดุล หรือมีความแน่นตึงที่รบกวนการขยายตัวของทรวงอกขณะหายใจ
เพื่อความสบายตัวสูงสุด แนะนำให้คุณแม่ทำการวัดขนาดชุดชั้นในใหม่ในสามช่วงเวลาสำคัญ ได้แก่ ช่วงปลายไตรมาสแรก (สัปดาห์ที่สิบสองถึงสิบหก) ซึ่งเป็นช่วงที่เต้านมเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว ช่วงไตรมาสที่สาม (สัปดาห์ที่สามสิบถึงสามสิบสอง) เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงก่อนคลอด และช่วงสองถึงสามสัปดาห์หลังคลอด ซึ่งเป็นช่วงที่ปริมาณน้ำนมเริ่มคงที่และเข้าสู่ระบบการให้นมที่สม่ำเสมอ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คนท้องควรเลือกชุดชั้นในแบบมีโครงหรือไร้โครง
ในช่วงตั้งครรภ์ แนะนำให้คุณแม่เลือกสวมใส่ชุดชั้นในแบบไร้โครงเป็นหลัก เนื่องจากเต้านมจะมีการขยายตัวและมีความอ่อนไหวต่อแรงกดทับมากกว่าปกติ โครงเหล็กของบราทั่วไปอาจกดทับเนื้อเยื่อเต้านมและท่อน้ำนมที่กำลังพัฒนา ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเจ็บปวดและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดท่อน้ำนมอุดตัน อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่ที่มีสรีระทรวงอกขนาดใหญ่ต้องการการพยุงที่มากกว่าปกติ สามารถเลือกใช้บราสำหรับคนท้องที่ออกแบบมาเป็นพิเศษโดยใช้โครงอ่อนที่ทำจากวัสดุยืดหยุ่นสูงที่ไม่ใช่โลหะ และต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าขนาดของคัพโอบอุ้มเต้านมได้ทั้งหมดโดยไม่มีส่วนใดของโครงกดทับลงบนเนื้อนม
ควรซื้อชุดชั้นในสำหรับให้นมบุตรล่วงหน้าตอนไหน
ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเตรียมซื้อชุดชั้นในสำหรับให้นมบุตรคือช่วงประมาณสัปดาห์ที่สามสิบหกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากในช่วงนี้ขนาดสรีระและทรวงอกของคุณแม่จะเริ่มใกล้เคียงกับขนาดในช่วงหลังคลอดมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากขนาดหน้าอกจะขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้งเมื่อมีน้ำนมเต็มที่หลังคลอด จึงควรเลือกซื้อบราให้นมบุตรที่ทำจากผ้าที่มีความยืดหยุ่นสูงเป็นพิเศษ ซึ่งสามารถขยายตัวรองรับขนาดคัพที่เพิ่มขึ้นได้อีกหนึ่งถึงสองขนาด และมีตะขอปรับระดับด้านหลังที่ยืดหยุ่น ไม่แนะนำให้ซื้อตุนไว้เป็นจำนวนมากในคราวเดียว แต่ควรซื้อเตรียมไว้เพียงสองถึงสามตัวสำหรับสวมใส่ในช่วงแรก และทำการวัดขนาดใหม่อีกครั้งหลังจากคลอดบุตรไปแล้วประมาณสองถึงสามสัปดาห์เพื่อเลือกซื้อเพิ่มเติม
พูดคุยกับชุมชน
แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่