แม่และเด็ก คู่มือที่ใช้ได้จริง
คาร์ซีท

กฎหมายบูสเตอร์ซีทในไทย: ลูกอายุและส่วนสูงเท่าไหร่ถึงใช้ได้ พร้อมเกณฑ์ความปลอดภัยที่พ่อแม่ต้องรู้

สรุปกฎหมายบูสเตอร์ซีทในไทย เด็กอายุและส่วนสูงเท่าไหร่ถึงต้องใช้ พร้อมวิธีประเมินความพร้อมของลูกเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทาง

เพิ่มเป็นแหล่งข้อมูลที่ต้องการบน Google

การเดินทางด้วยรถยนต์ร่วมกับลูกน้อย สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ปกครองต้องคำนึงถึงคือความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมายจราจร ในประเทศไทยมีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการใช้งานที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กอย่างชัดเจน โดยกำหนดให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี หรือมีความสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ต้องใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตรายขณะโดยสารรถยนต์ ซึ่ง “บูสเตอร์ซีท” (Booster Seat) หรือที่นั่งเสริมสำหรับเด็กโต ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยปรับสรีระของเด็กให้เหมาะสมกับการใช้งานเข็มขัดนิรภัยของรถยนต์ได้อย่างปลอดภัย แต่ลูกของคุณพร้อมสำหรับการเปลี่ยนมาใช้บูสเตอร์ซีทแล้วหรือยัง และกฎหมายกำหนดเกณฑ์ไว้อย่างไรบ้าง มาทำความเข้าใจรายละเอียดเหล่านี้ร่วมกันเพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยของครอบครัว

สรุปกฎหมายจราจรไทย: เกณฑ์อายุและส่วนสูงที่ต้องใช้ที่นั่งนิรภัย

พระราชบัญญัติจราจรทางบกของประเทศไทย มีการปรับปรุงข้อบังคับอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะการคุ้มครองความปลอดภัยของเด็กขณะโดยสารรถยนต์ กฎหมายระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้โดยสารที่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือได้รับความปลอดภัยด้วยวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ เกณฑ์ด้านสรีระอย่างส่วนสูงก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยเด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องใช้ที่นั่งนิรภัยเช่นเดียวกัน

บูสเตอร์ซีทจัดอยู่ในหมวดหมู่ของที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก (Child Restraint System) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยพยุงและยกระดับร่างกายของเด็กโตให้สามารถคาดเข็มขัดนิรภัยของตัวรถได้อย่างพอดีและปลอดภัย กฎหมายไทยไม่ได้จำกัดเฉพาะคาร์ซีทแบบมีสายรัดสำหรับเด็กเล็กเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยทุกประเภทที่เหมาะสมกับสรีระของเด็กในแต่ละช่วงวัย

สินค้าที่กล่าวถึงในคู่มือนี้

Graco AirPop Booster Car Seat 2-in-1 คาร์ซีทเด็ก 9–36 กก. Highback & Backless Booster ปรับพนักพิงศีรษะได้ Baby Car Seat ของแท้จากญี่ปุ่น
Graco Graco AirPop Booster Car Seat 2-in-1 คาร์ซีทเด็ก 9–36 กก. Highback & Backless Booster ปรับพนักพิงศีรษะได้ Baby Car Seat ของแท้จากญี่ปุ่น ฿1,750.00 ดูสินค้า →
คาร์ซีท Glowy รุ่น Travel Kids Fix บูสเตอร์ซีท (15-36 กก.) ติดตั้งได้ทั้ง 2 ระบบ ระบบเข็มขัดนิรภัย และ ระบบ Isofix มีพนักพิง เอนได้ตามเบาะ ถอดซักได้
Glowy Star คาร์ซีท Glowy รุ่น Travel Kids Fix บูสเตอร์ซีท (15-36 กก.) ติดตั้งได้ทั้ง 2 ระบบ ระบบเข็มขัดนิรภัย และ ระบบ Isofix มีพนักพิง เอนได้ตามเบาะ ถอดซักได้ ฿1,930.00฿3,600.00 ดูสินค้า →
GIFTEDBABY Carseat Booster คาร์ซีทแบบพกพา เบาะนั่งในรถยนต์สำหรับเด็กอายุ 3-12 ปี รุ่น HF-01
No Brand GIFTEDBABY Carseat Booster คาร์ซีทแบบพกพา เบาะนั่งในรถยนต์สำหรับเด็กอายุ 3-12 ปี รุ่น HF-01 ฿620.00฿690.00 ดูสินค้า →
HOBESIN Booster Seat คาร์ซีท คาร์ซีทสำหรับเด็ก มาตรฐานECE มีisofix แข็งแรง ปลอดภัย ผลิตจากวัสดุ HDPE มาพร้อมตัวล็อคป้องกันการบีบรัดของ เข็มขัดนิรภัย
No Brand HOBESIN Booster Seat คาร์ซีท คาร์ซีทสำหรับเด็ก มาตรฐานECE มีisofix แข็งแรง ปลอดภัย ผลิตจากวัสดุ HDPE มาพร้อมตัวล็อคป้องกันการบีบรัดของ เข็มขัดนิรภัย ฿1,498.00฿3,999.00 ดูสินค้า →
Fico คาร์ซีทเด็ก Booster Seat รุ่น HB605 ติดตั้งด้วยระบบสายเบลล์ เหมาะสำหรับตั้งแต่ 3-12 ขวบ (15-36 kg.)
Fico Fico คาร์ซีทเด็ก Booster Seat รุ่น HB605 ติดตั้งด้วยระบบสายเบลล์ เหมาะสำหรับตั้งแต่ 3-12 ขวบ (15-36 kg.) ฿890.00฿3,990.00 ดูสินค้า →
Fico คาร์ซีทเด็ก Booster Seat รุ่น VICTOR FC50 ( เหมาะสำหรับเด็ก ตั้งแต่ 5-12 ปี )
Fico Fico คาร์ซีทเด็ก Booster Seat รุ่น VICTOR FC50 ( เหมาะสำหรับเด็ก ตั้งแต่ 5-12 ปี ) ฿1,390.00฿3,999.00 ดูสินค้า →
Inflatable Booster Car Seat PVC Travel Inflatable Seat Cushion สบายแบบพกพาแคบ Backless Booster Car Seat สําหรับเด็ก
No Brand Inflatable Booster Car Seat PVC Travel Inflatable Seat Cushion สบายแบบพกพาแคบ Backless Booster Car Seat สําหรับเด็ก ฿478.16฿796.94 ดูสินค้า →
Booster Seat for Toddlers-Non-Slip&amp Portable for Dining Table for Kitchen Chair Kid-Friendly Cushion
No Brand Booster Seat for Toddlers-Non-Slip&amp Portable for Dining Table for Kitchen Chair Kid-Friendly Cushion ฿445.00฿1,341.00 ดูสินค้า →

ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาล่าสุดในหน้าสินค้า

เนื่องจากข้อบังคับและข้อกำหนดรายละเอียดปลีกย่อยอาจมีการอัปเดตหรือปรับเปลี่ยนตามประกาศของหน่วยงานราชการ ผู้ปกครองควรตรวจสอบประกาศหรือข้อบังคับล่าสุดจากกรมการขนส่งทางบกหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ที่เลือกใช้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายในปัจจุบันอย่างถูกต้อง

บูสเตอร์ซีทต่างจากคาร์ซีทอย่างไร และลูกพร้อมใช้งานเมื่อไหร่

พ่อแม่หลายท่านอาจสงสัยว่าบูสเตอร์ซีทมีความแตกต่างจากคาร์ซีททั่วไปอย่างไร คาร์ซีทสำหรับเด็กเล็ก (Infant and Toddler Car Seat) มักจะมีระบบสายรัดในตัวแบบ 5 จุด (5-Point Harness) เพื่อกระจายแรงกระแทกไปยังส่วนที่แข็งแรงของร่างกายเด็กทารกและเด็กเล็ก ในขณะที่บูสเตอร์ซีทหรือที่นั่งเสริมสำหรับเด็กโต จะไม่มีสายรัดในตัว (ยกเว้นบางรุ่นที่เป็นแบบไฮบริด) แต่ทำหน้าที่ยกระดับตัวเด็กให้สูงขึ้น เพื่อให้เข็มขัดนิรภัย 3 จุดที่ติดมากับรถยนต์พาดผ่านร่างกายของเด็กในตำแหน่งที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด

booster seat

เกณฑ์ทั่วไปตามมาตรฐานสากล

มาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เช่น มาตรฐานยุโรป ECE R44/04 หรือมาตรฐาน R129 (i-Size) มักจะแบ่งการใช้งานบูสเตอร์ซีทตามเกณฑ์น้ำหนักและส่วนสูง โดยทั่วไปบูสเตอร์ซีทจะเหมาะสำหรับเด็กที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 15 ถึง 36 กิโลกรัม หรือมีความสูงตั้งแต่ 100 ถึง 150 เซนติเมตร

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงเกณฑ์อ้างอิงเบื้องต้นเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้ปกครองต้องตรวจสอบฉลาก ข้อมูลจำเพาะ และคู่มือการใช้งานจากผู้ผลิตบูสเตอร์ซีทรุ่นนั้น ๆ อย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าสรีระของลูกสอดคล้องกับพิกัดความปลอดภัยที่ผู้ผลิตกำหนดไว้

การประเมินความพร้อมจากสรีระและพฤติกรรมของลูก

นอกเหนือจากตัวเลขเกณฑ์อายุ น้ำหนัก และส่วนสูงแล้ว ความพร้อมทางด้านสรีระและพฤติกรรมของลูกเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ผู้ปกครองสามารถประเมินความพร้อมของลูกก่อนเปลี่ยนมาใช้บูสเตอร์ซีทได้จากข้อสังเกตดังต่อไปนี้

  • ท่านั่งพิงพนัก: ลูกสามารถนั่งหลังตรงพิงพนักพิงของเบาะรถยนต์หรือบูสเตอร์ซีทได้ตลอดการเดินทางโดยไม่เลื่อนตัวลง
  • ข้อพับเข่า: เมื่อนั่งพิงพนักพิงแล้ว ข้อพับเข่าของลูกต้องพับพาดผ่านขอบเบาะของบูสเตอร์ซีทหรือเบาะรถยนต์ได้พอดี โดยที่หลังยังคงแนบกับพนักพิง
  • การวางเท้า: เท้าของลูกสามารถวางราบกับพื้นรถหรือพักเท้าได้อย่างสบายโดยไม่งอเข่าหรือเหยียดขาจนตัวลอย
  • ความรับผิดชอบและพฤติกรรม: ลูกมีความเข้าใจและไม่พยายามปลดเข็มขัดนิรภัยเล่น ไม่เลื่อนสายรัดไหล่ไปไว้ใต้รักแร้หรือด้านหลัง และสามารถนั่งนิ่ง ๆ ในท่าทางที่ถูกต้องตลอดการเดินทาง

ความเสี่ยงจากการใช้บูสเตอร์ซีทเร็วเกินไปและสัญญาณที่ต้องหยุดใช้

การรีบร้อนเปลี่ยนให้ลูกมานั่งบูสเตอร์ซีทเร็วเกินไป ทั้งที่สรีระและพฤติกรรมยังไม่พร้อม อาจสร้างอันตรายร้ายแรงแทนที่จะสร้างความปลอดภัย หากเด็กที่มีขนาดตัวเล็กเกินไปนั่งบนบูสเตอร์ซีท เข็มขัดนิรภัยรถยนต์มักจะพาดผ่านบริเวณลำคอหรือใบหน้า แทนที่จะเป็นกึ่งกลางไหล่ และสายรัดหน้าตักอาจเลื่อนขึ้นมาพาดผ่านบริเวณหน้าท้อง

เมื่อเกิดการเบรกกะทันหันหรืออุบัติเหตุชนปะทะ แรงดึงจากเข็มขัดนิรภัยที่พาดผิดตำแหน่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงต่ออวัยวะภายในช่องท้อง เช่น ตับ ไต หรือลำไส้ รวมถึงอาจทำให้กระดูกสันหลังได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดการรัดบริเวณลำคอจนขาดอากาศหายใจ ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่เรียกว่า “กลุ่มอาการบาดเจ็บจากเข็มขัดนิรภัย” (Seat Belt Syndrome)

ผู้ปกครองควรสังเกตพฤติกรรมและสรีระของลูกอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนต่อไปนี้ ควรหยุดใช้บูสเตอร์ซีทชั่วคราว และพิจารณาเปลี่ยนกลับไปใช้คาร์ซีทแบบมีสายรัดในตัว 5 จุดที่มีพิกัดน้ำหนักและส่วนสูงรองรับ

  • ลูกมักจะเลื่อนตัวลงไปนอนหรือนั่งในท่ากึ่งนอนบ่อยครั้ง ทำให้สายรัดหน้าตักเลื่อนขึ้นมาอยู่ที่หน้าท้อง
  • ลูกชอบปลดเข็มขัดนิรภัยออกเองระหว่างการเดินทางโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • เมื่อลูกหลับ ศีรษะและลำตัวจะเอียงเทออกด้านข้างจนหลุดพ้นจากแนวการป้องกันของเข็มขัดนิรภัยและพนักพิง

วิธีตรวจสอบความพอดีของเข็มขัดนิรภัยเมื่อใช้บูสเตอร์ซีท

เมื่อติดตั้งบูสเตอร์ซีทในรถยนต์แล้ว ผู้ปกครองควรตรวจสอบความพอดีของเข็มขัดนิรภัยผ่าน 3 จุดสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในกรณีฉุกเฉิน

  • สายรัดไหล่ (Shoulder Belt): ต้องพาดผ่านกึ่งกลางไหล่และหน้าอกอย่างพอดี ไม่ชิดลำคอหรือใบหน้าของเด็ก และต้องไม่หลุดออกจากหัวไหล่ลงไปด้านล่าง
  • สายรัดหน้าตัก (Lap Belt): ต้องพาดผ่านกระดูกเชิงกรานหรือต้นขาตอนบนอย่างกระชับ ไม่พาดผ่านหน้าท้องหรือพุงของเด็กเด็ดขาด เพื่อป้องกันแรงกระแทกต่ออวัยวะภายในช่องท้อง
  • การยึดตัวบูสเตอร์ซีท (Booster Seat Attachment): ตัวที่นั่งเสริมต้องได้รับการยึดอย่างแน่นหนา หากรถยนต์มีระบบ ISOFIX ควรเลือกใช้บูสเตอร์ซีทที่รองรับระบบนี้เพื่อความมั่นคง แต่หากเป็นรุ่นที่ไม่มีระบบยึดติด ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยรถยนต์ทับตัวบูสเตอร์ซีทไว้เสมอแม้ในขณะที่ไม่มีเด็กนั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเบาะลอยไปกระแทกผู้โดยสารคนอื่นเมื่อเกิดการเบรกกะทันหัน

บทลงโทษทางกฎหมายและข้อควรระวังในการเลือกซื้อ

ตามกฎหมายจราจรทางบกของไทย ผู้ขับขี่ที่ไม่จัดให้มีที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรือมาตรการป้องกันความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด อาจต้องระวางโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งการปฏิบัติตามกฎหมายไม่เพียงแต่ช่วยหลีกเลี่ยงการถูกปรับ แต่ยังเป็นการปกป้องชีวิตของลูกน้อยจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด

นอกเหนือจากบทลงโทษทางกฎหมายแล้ว การเลือกซื้อบูสเตอร์ซีทก็เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

  • หลีกเลี่ยงการซื้อบูสเตอร์ซีทมือสอง: หากไม่ทราบประวัติการใช้งานที่แน่ชัด เนื่องจากโครงสร้างภายในอาจชำรุดหรือเคยผ่านการชนมาก่อน ซึ่งอาจไม่สามารถปกป้องลูกได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุซ้ำ
  • ตรวจสอบอายุการใช้งานของวัสดุ: ตรวจสอบวันผลิตและอายุการใช้งานที่ระบุโดยผู้ผลิต สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่มีความร้อนและชื้นสูงอาจเร่งการเสื่อมสภาพของพลาสติกและโฟมซับแรงกระแทกได้เร็วขึ้น
  • ตำแหน่งติดตั้งที่ปลอดภัยที่สุด: ควรติดตั้งบูสเตอร์ซีทที่เบาะหลังของรถยนต์เสมอ หากมีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องติดตั้งที่เบาะหน้า ต้องตรวจสอบว่าสามารถปิดการทำงานของถุงลมนิรภัย (Airbag) ฝั่งผู้โดยสารได้ และต้องเลื่อนเบาะรถยนต์ไปด้านหลังให้ไกลที่สุดจากคอนโซลหน้า

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบูสเตอร์ซีทและกฎหมายไทย (FAQ)

เด็กอายุเกิน 6 ปี แต่ส่วนสูงยังไม่ถึง 135 ซม. ต้องใช้บูสเตอร์ซีทหรือไม่

แม้ว่าเด็กจะมีอายุเกิน 6 ปีแล้ว แต่หากส่วนสูงยังไม่ถึง 135 เซนติเมตร ก็ยังควรใช้บูสเตอร์ซีทต่อไป เนื่องจากสรีระของเด็กยังไม่โตพอที่จะใช้เข็มขัดนิรภัยของรถยนต์ได้อย่างปลอดภัย หากไม่ใช้บูสเตอร์ซีท เข็มขัดนิรภัยจะพาดโดนคอหรือหน้าท้อง ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ การใช้บูสเตอร์ซีทจนกว่าส่วนสูงจะถึงเกณฑ์จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

สามารถให้ลูกนั่งบูสเตอร์ซีทที่เบาะหน้าได้หรือไม่

ตามหลักความปลอดภัยสากล แนะนำให้ติดตั้งบูสเตอร์ซีทและให้เด็กนั่งที่เบาะหลังเสมอ เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดและห่างไกลจากแรงระเบิดของถุงลมนิรภัยด้านหน้า หากจำเป็นต้องให้นั่งเบาะหน้าจริง ๆ ผู้ปกครองต้องปิดการทำงานของถุงลมนิรภัยฝั่งผู้โดยสาร และเลื่อนเบาะรถยนต์ไปด้านหลังให้สุดเพื่อลดความเสี่ยงจากการกระแทก

หากนั่งแท็กซี่หรือรถสาธารณะ ต้องใช้บูสเตอร์ซีทด้วยหรือไม่

กฎหมายจราจรทางบกอาจมีข้อยกเว้นหรือข้อผ่อนปรนสำหรับรถยนต์รับจ้างสาธารณะบางประเภท อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อยเมื่อต้องเดินทางด้วยรถสาธารณะ ผู้ปกครองอาจพิจารณาเลือกใช้บูสเตอร์ซีทแบบพกพาที่มีน้ำหนักเบาและติดตั้งง่าย หรือเลือกใช้บริการรถรับจ้างที่มีบริการที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพื่อความอุ่นใจตลอดการเดินทาง

พูดคุยกับชุมชน

แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่

ร่วมการสนทนา

จำเป็นต้องระบุชื่อและอีเมล อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ และไม่อนุญาตให้ใส่ลิงก์