แม่และเด็ก คู่มือที่ใช้ได้จริง
คาร์ซีท

กฎหมายไทยเรื่องเบาะบูสเตอร์ (Booster Car Seat): ข้อกำหนด ความเสี่ยง และวิธีเลือกให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก

สรุปข้อกำหนดกฎหมายไทยเรื่องเบาะบูสเตอร์ (booster car) ที่พ่อแม่ต้องรู้ วิธีเลือกซื้ออย่างปลอดภัย มาตรฐานที่ต้องตรวจสอบ และสัญญาณความพร้อมของลูกเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทาง

เพิ่มเป็นแหล่งข้อมูลที่ต้องการบน Google

การเดินทางด้วยรถยนต์ร่วมกับเด็กเล็กในประเทศไทย สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ปกครองต้องคำนึงถึงคือความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎหมายจราจร ล่าสุดกฎหมายไทยได้มีการกำหนดและบังคับใช้มาตรการเกี่ยวกับเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ “เบาะบูสเตอร์” (Booster Car Seat) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยปรับตำแหน่งเข็มขัดนิรภัยของรถยนต์ให้เหมาะสมกับสรีระของเด็กที่เริ่มโตขึ้น เพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางถนน การทำความเข้าใจข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยของเบาะบูสเตอร์จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ไม่ควรมองข้ามก่อนตัดสินใจเลือกซื้ออุปกรณ์นี้มาใช้งาน

ข้อกำหนดกฎหมายไทยเรื่องเบาะนั่งนิรภัยและเบาะบูสเตอร์ที่ผู้ปกครองต้องตรวจสอบ

พระราชบัญญัติการจราจรทางบกของประเทศไทยได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสารที่เป็นเด็ก โดยกำหนดให้เด็กที่มีอายุและสรีระตามเกณฑ์ที่กฎหมายระบุจำเป็นต้องนั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือจัดให้มีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ การปรับเปลี่ยนข้อกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนนให้เทียบเท่าระดับสากล เนื่องจากเข็มขัดนิรภัยที่ติดตั้งมากับรถยนต์ทั่วไปนั้นถูกออกแบบมาเพื่อสรีระของผู้ใหญ่ที่มีความสูงตั้งแต่ 150 เซนเมตรขึ้นไปเท่านั้น การให้เด็กใช้งานโดยไม่มีอุปกรณ์เสริมอย่าง booster car จึงไม่สามารถช่วยปกป้องเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อความถูกต้องและปลอดภัยสูงสุด ผู้ปกครองควรตรวจสอบหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอายุ ส่วนสูง และน้ำหนักของเด็กที่ต้องใช้เบาะบูสเตอร์จากแหล่งข้อมูลทางการของหน่วยงานรัฐ เช่น กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากรายละเอียดข้อบังคับและเกณฑ์การวัดอาจมีการปรับปรุงหรือประกาศแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมตามสถานการณ์ปัจจุบัน การอ้างอิงข้อมูลที่อัปเดตล่าสุดจากหน่วยงานเหล่านี้จะช่วยให้คุณเลือกซื้อและใช้งานอุปกรณ์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และหลีกเลี่ยงการถูกปรับจากการใช้งานที่ผิดประเภท

สินค้าที่กล่าวถึงในคู่มือนี้

DAIICHI - Innofix Booster Car Seat (ระบบBelt/Isofix) บูสเตอร์สำหรับเด็กโต ตั้งแต่ 3-12 ปี
Daiichi DAIICHI - Innofix Booster Car Seat (ระบบBelt/Isofix) บูสเตอร์สำหรับเด็กโต ตั้งแต่ 3-12 ปี ฿4,213.00฿4,900.00 ดูสินค้า →
Alfi Booster Seat บูสเตอร์ซีท รุ่น Series-ii ( มาตรฐาน I-Size ) มาพร้อมระบบ ISOFIX+หัวล็อคสายเบลท์หัวไหล่ คาร์ซีทเด็กโต
Alfi Alfi Booster Seat บูสเตอร์ซีท รุ่น Series-ii ( มาตรฐาน I-Size ) มาพร้อมระบบ ISOFIX+หัวล็อคสายเบลท์หัวไหล่ คาร์ซีทเด็กโต ฿3,090.00฿4,500.00 ดูสินค้า →
GIFTEDBABY Carseat Booster คาร์ซีทแบบพกพา เบาะนั่งในรถยนต์สำหรับเด็กอายุ 3-12 ปี รุ่น HF-01
No Brand GIFTEDBABY Carseat Booster คาร์ซีทแบบพกพา เบาะนั่งในรถยนต์สำหรับเด็กอายุ 3-12 ปี รุ่น HF-01 ฿620.00฿690.00 ดูสินค้า →
คาร์ซีท คาร์ซีทพกพา บูสเตอร์ซีท คาร์ซีท คาร์ซีทเด็กโต คาร์ซีทสำหรับเด็กอายุ 0-12 ปี เบาะรองนั่งเด็ก เบาะรองนั่งในรถสำหรับเด็ก พกพาง่าย
ALLSKING คาร์ซีท คาร์ซีทพกพา บูสเตอร์ซีท คาร์ซีท คาร์ซีทเด็กโต คาร์ซีทสำหรับเด็กอายุ 0-12 ปี เบาะรองนั่งเด็ก เบาะรองนั่งในรถสำหรับเด็ก พกพาง่าย ฿299.00฿556.00 ดูสินค้า →
Inflatable Booster Car Seat PVC Travel Inflatable Seat Cushion สบายแบบพกพาแคบ Backless Booster Car Seat สําหรับเด็ก
No Brand Inflatable Booster Car Seat PVC Travel Inflatable Seat Cushion สบายแบบพกพาแคบ Backless Booster Car Seat สําหรับเด็ก ฿468.39฿796.94 ดูสินค้า →
Chicco Myfit Zip Air Car Seat คาร์ซีท เด็กเล็ก เด็กโต อายุ 1+ ขวบ รับน้ำหนัก 11-50กก. ผ้า3Dระบายอากาศ ดีเยี่ยม Isofix ซิป Zip
Chicco Chicco Myfit Zip Air Car Seat คาร์ซีท เด็กเล็ก เด็กโต อายุ 1+ ขวบ รับน้ำหนัก 11-50กก. ผ้า3Dระบายอากาศ ดีเยี่ยม Isofix ซิป Zip ฿19,585.00฿28,995.00 ดูสินค้า →
Cozy N Safe Logan Car Seat คาร์ซีท เด็ก 1 - 11 ขวบ 2 โหมดใช้งาน ใช้งานได้นาน ซับพอต 2 ชั้น ปรับความสูงได้ 9 ระดับ
Cozy N Safe Cozy N Safe Logan Car Seat คาร์ซีท เด็ก 1 - 11 ขวบ 2 โหมดใช้งาน ใช้งานได้นาน ซับพอต 2 ชั้น ปรับความสูงได้ 9 ระดับ ฿2,847.15฿4,995.00 ดูสินค้า →

ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาล่าสุดในหน้าสินค้า

นอกจากเรื่องของเกณฑ์สรีระแล้ว กฎหมายและหลักความปลอดภัยยังมีข้อจำกัดที่สำคัญเกี่ยวกับการติดตั้งเบาะบูสเตอร์ในรถยนต์ โดยเฉพาะการห้ามติดตั้งเบาะนิรภัยสำหรับเด็กทุกชนิด รวมถึงเบาะบูสเตอร์ บริเวณเบาะนั่งด้านหน้าที่มีถุงลมนิรภัยทำงานอยู่ เนื่องจากหากเกิดการชนและถุงลมนิรภัยทำงาน แรงระเบิดของถุงลมอาจกระแทกเข้ากับเบาะบูสเตอร์หรือตัวเด็กโดยตรง ซึ่งก่อให้เกิดการบาดเจ็บที่รุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรติดตั้งเบาะบูสเตอร์ที่เบาะนั่งแถวหลังเสมอ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดตามหลักวิศวกรรมความปลอดภัยยานยนต์

ความเสี่ยงและอันตรายเมื่อเด็กไม่ใช้เบาะบูสเตอร์หรือใช้ไม่เหมาะสม

การละเลยไม่ใช้เบาะบูสเตอร์หรือการปล่อยให้เด็กใช้งานเข็มขัดนิรภัยของผู้ใหญ่เร็วเกินไป นำมาซึ่งความเสี่ยงทางกายภาพที่รุนแรงอย่างยิ่ง เมื่อรถยนต์เกิดการเบรกกะทันหันหรือเกิดการชน แรงเหวี่ยงมหาศาลจะทำให้เข็มขัดนิรภัยที่พาดผิดตำแหน่งสร้างความเสียหายแก่ร่างกายของเด็ก แทนที่จะช่วยยึดรั้งอย่างปลอดภัย เนื่องจากสรีระของเด็กยังเล็กเกินไป สายเข็มขัดนิรภัยด้านบนมักจะพาดผ่านบริเวณลำคอหรือใบหน้า แทนที่จะพาดผ่านกระดูกไหปลาร้า ส่วนสายเข็มขัดด้านล่างจะพาดผ่านหน้าท้องที่อ่อนนุ่ม แทนที่จะพาดผ่านกระดูกเชิงกรานที่แข็งแรง

เบาะบูสเตอร์

หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น สายเข็มขัดที่พาดผิดตำแหน่งนี้จะรัดเข้าที่ลำคอของเด็กโดยตรง ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดอากาศหายใจ หรือกระดูกคอหักได้ ในขณะเดียวกัน สายเข็มขัดด้านล่างที่รัดบริเวณหน้าท้องจะกดทับอวัยวะภายในที่สำคัญ เช่น ตับ ไต และลำไส้ จนเกิดการฉีกขาดและมีเลือดออกในช่องท้องอย่างรุนแรง ซึ่งทางการแพทย์เรียกกลุ่มอาการบาดเจ็บนี้ว่า กลุ่มอาการบาดเจ็บจากเข็มขัดนิรภัย (Seatbelt Syndrome) ซึ่งอาจส่งผลให้เด็กพิการหรือเสียชีวิตได้ แม้ว่าจะเป็นการชนที่ความเร็วต่ำก็ตาม

ความเสี่ยงอีกประการหนึ่งคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การลื่นไถลลอดใต้เข็มขัด (Submarining) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเด็กที่ตัวเล็กนั่งบนเบาะรถยนต์โดยตรง แรงกระแทกจะทำให้ตัวเด็กลื่นไถลลงไปด้านล่าง ลอดผ่านสายเข็มขัดนิรภัยหน้าตัก ทำให้เข็มขัดขึ้นมาเลื่อนรัดบริเวณหน้าท้องหรือคอแทน นอกจากนี้ การที่ผู้ปกครองบางท่านเลือกที่จะอุ้มเด็กไว้บนตักขณะเดินทาง หรือใช้หมอนและเบาะรองนั่งทั่วไปมารองก้นเพื่อให้เด็กสูงขึ้น ถือเป็นพฤติกรรมที่อันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากอุปกรณ์ทั่วไปเหล่านั้นไม่มีโครงสร้างที่แข็งแรงพอในการกระจายแรงกระแทก และอาจลื่นหลุดออกไปเมื่อเกิดการชน ทำให้ไม่สามารถช่วยจัดตำแหน่งเข็มขัดนิรภัยให้ถูกต้องและปลอดภัยได้เลย

วิธีเลือกเบาะบูสเตอร์ให้ถูกต้องตามกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัย

การเลือกซื้อเบาะบูสเตอร์ที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยสากล เป็นขั้นตอนสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ สิ่งแรกที่ต้องตรวจสอบคือป้ายรับรองมาตรฐานความปลอดภัยที่ติดอยู่บนตัวผลิตภัณฑ์ โดยมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากลและประเทศไทยคือ มาตรฐาน UN ECE R44/04 หรือมาตรฐานใหม่อย่าง UN ECE R129 (หรือที่รู้จักในชื่อ i-Size) บนป้ายรับรองเหล่านี้จะระบุข้อมูลสำคัญ เช่น ช่วงน้ำหนักหรือส่วนสูงของเด็กที่เหมาะสม ประเภทการติดตั้ง และรหัสประเทศที่ให้การรับรอง การตรวจสอบป้ายเหล่านี้จะช่วยยืนยันได้ว่าผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบการชนและการรับแรงกระแทกมาแล้วอย่างเข้มงวด

ในการพิจารณาเลือกประเภทของเบาะบูสเตอร์ ผู้ปกครองจะพบตัวเลือกหลัก 2 รูปแบบ ซึ่งมีข้อดีและเงื่อนไขการใช้งานที่แตกต่างกันดังนี้

  • เบาะบูสเตอร์แบบมีพนักพิง (High-back Booster): เหมาะสำหรับเด็กที่เพิ่งเปลี่ยนผ่านมาจากคาร์ซีทแบบมีสายรัดในตัว โครงสร้างพนักพิงจะช่วยประคองศีรษะ ลำคอ และแผ่นหลังของเด็กให้ตรงอยู่เสมอ พร้อมทั้งมีปีกด้านข้างที่ช่วยปกป้องเด็กจากแรงกระแทกด้านข้าง (Side Impact) และมีช่องนำทางสายเข็มขัดที่ช่วยปรับตำแหน่งเข็มขัดนิรภัยให้พาดผ่านไหล่ของเด็กได้อย่างพอดี
  • เบาะบูสเตอร์แบบไม่มีพนักพิง (Backless Booster): เหมาะสำหรับเด็กโตที่มีส่วนสูงและน้ำหนักตัวค่อนข้างมากแล้ว และสามารถนั่งหลังตรงได้เองตลอดการเดินทาง อุปกรณ์ประเภทนี้มีหน้าที่เพียงยกตัวเด็กให้สูงขึ้นเพื่อให้เข็มขัดนิรภัยของรถยนต์พาดผ่านกระดูกเชิงกรานและไหล่ได้อย่างถูกต้อง มีข้อดีคือมีน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก และประหยัดพื้นที่ในรถ

อีกหนึ่งปัจจัยที่ห้ามละเลยคือระบบการติดตั้งของเบาะบูสเตอร์กับตัวรถยนต์ ผู้ปกครองต้องตรวจสอบว่ารถยนต์ของตนเองรองรับระบบใด ระหว่างระบบ ISOFIX ซึ่งเป็นสลักยึดเกาะกับโครงสร้างตัวรถโดยตรง ช่วยให้เบาะบูสเตอร์ยึดแน่นไม่ขยับเขยื้อนแม้ไม่มีเด็กนั่งอยู่ หรือระบบการยึดด้วยเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดของตัวรถ (3-point seatbelt) การเลือกซื้อต้องมั่นใจว่าระบบของเบาะบูสเตอร์มีความเข้ากันได้ดีกับเบาะรถยนต์ของคุณ เพื่อป้องกันปัญหาการติดตั้งที่ไม่แน่นหนาพอ ซึ่งจะลดทอนประสิทธิภาพความปลอดภัยลงอย่างมาก นอกจากนี้ ไม่ควรตัดสินใจเลือกซื้อเพียงเพราะชื่อเสียงของแบรนด์หรือคำโฆษณาชวนเชื่อ แต่ต้องอ่านคู่มือของผู้ผลิตอย่างละเอียดเพื่อตรวจสอบว่าขนาด สรีระ น้ำหนัก และส่วนสูงของลูกรักอยู่ในเกณฑ์ที่ผลิตภัณฑ์นั้นๆ กำหนดไว้จริง

สัญญาณที่บ่งบอกว่าเด็กพร้อมใช้เบาะบูสเตอร์และเมื่อไหร่ควรหยุดใช้

การเปลี่ยนผ่านอุปกรณ์ความปลอดภัยในรถยนต์ของเด็กต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและถูกจังหวะ สัญญาณที่บ่งบอกว่าเด็กพร้อมที่จะย้ายจากคาร์ซีทแบบมีสายรัดในตัว (Forward-facing car seat with harness) มาใช้งานเบาะบูสเตอร์ คือเมื่อเด็กมีน้ำหนักตัวหรือส่วนสูงเกินเกณฑ์สูงสุดที่คาร์ซีทตัวเดิมจะรองรับได้ หรือเมื่อส่วนบนของใบหูของเด็กอยู่สูงกว่าขอบบนสุดของพนักพิงคาร์ซีท และที่สำคัญที่สุดคือ เด็กต้องมีความพร้อมทางพฤติกรรม สามารถนั่งหลังตรงพิงพนักพิงได้ตลอดการเดินทางโดยไม่โน้มตัวไปข้างหน้า ไม่ดึงสายเข็มขัดเล่น หรือไม่พยายามถอดสายเข็มขัดออกเอง

ในทางกลับกัน เมื่อเด็กเติบโตขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง ผู้ปกครองมักตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่จึงจะสามารถหยุดใช้เบาะบูสเตอร์และเปลี่ยนไปใช้เข็มขัดนิรภัยของรถยนต์ได้โดยตรง วิธีการประเมินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลคือ การทดสอบ 5 ขั้นตอน (5-Step Test) ซึ่งผู้ปกครองสามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ ดังนี้

  1. หลังพิงพนัก: แผ่นหลังและสะโพกของเด็กต้องแนบชิดกับพนักพิงของเบาะรถยนต์ได้อย่างสบายโดยไม่เกร็ง
  2. เข่าพับพอดี: ข้อพับเข่าของเด็กต้องพับลงตรงขอบเบาะนั่งของรถพอดี โดยที่หลังยังคงพิงพนักอยู่
  3. ตำแหน่งเข็มขัดพาดไหล่: สายเข็มขัดนิรภัยเส้นทะแยงมุมต้องพาดผ่านกึ่งกลางไหล่และกระดูกไหปลาร้าพอดี ไม่พาดโดนลำคอหรือแก้ม และไม่หลุดตกไปที่ต้นแขน
  4. ตำแหน่งเข็มขัดพาดตัก: สายเข็มขัดนิรภัยเส้นแนวนอนต้องพาดต่ำอยู่บนกระดูกเชิงกรานและต้นขาบน ไม่เลื่อนขึ้นมาอยู่บริเวณหน้าท้อง
  5. นั่งได้ตลอดการเดินทาง: เด็กต้องสามารถนั่งในท่าทางที่ถูกต้องตามข้อ 1-4 ได้ตลอดระยะเวลาที่รถเคลื่อนที่โดยไม่เลื่อนตัวหรือเปลี่ยนท่าทาง

หากลูกของคุณยังไม่ผ่านเกณฑ์ครบทั้ง 5 ข้อนี้ แม้แต่ข้อเดียว นั่นหมายความว่าเด็กยังจำเป็นต้องใช้งานเบาะบูสเตอร์ต่อไปเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขสำคัญที่ผู้ปกครองต้องหยุดใช้เบาะบูสเตอร์ตัวนั้นทันที เช่น เมื่อผลิตภัณฑ์หมดอายุการใช้งานตามที่ระบุไว้ในคู่มือหรือฉลากของผู้ผลิต (โดยทั่วไปพลาสติกของคาร์ซีทจะมีอายุการใช้งานประมาณ 6-10 ปี นับจากวันผลิต เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนชื้นในประเทศไทยอาจเร่งการเสื่อมสภาพของโครงสร้างพลาสติกได้เร็วขึ้น) หรือเมื่อเบาะบูสเตอร์ตัวนั้นเคยผ่านการใช้งานในรถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุชนรุนแรงมาก่อน แม้ภายนอกจะดูไม่มีความเสียหาย แต่โครงสร้างภายในอาจมีรอยร้าวและไม่สามารถรับแรงกระแทกในครั้งต่อไปได้อีก

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เบาะบูสเตอร์แบบมีพนักพิงและแบบไม่มีพนักพิง แบบไหนปลอดภัยกว่ากัน

ในแง่ของความปลอดภัยโดยรวม เบาะบูสเตอร์แบบมีพนักพิง (High-back Booster) ให้การปกป้องที่สูงกว่า เนื่องจากมีโครงสร้างช่วยรองรับแรงกระแทกจากด้านข้าง ป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะและลำคอของเด็กได้ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถยนต์รุ่นที่ไม่มีม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ส่วนเบาะบูสเตอร์แบบไม่มีพนักพิง (Backless Booster) จะเหมาะสำหรับเด็กโตที่โครงสร้างร่างกายแข็งแรงขึ้นและมีความสูงใกล้เคียงเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว โดยเน้นใช้เพื่อปรับตำแหน่งเข็มขัดนิรภัยให้ถูกต้องเท่านั้น

สามารถซื้อเบาะบูสเตอร์มือสองมาใช้ได้หรือไม่

ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการซื้อเบาะบูสเตอร์มือสองมาใช้งาน เว้นแต่ว่าคุณจะทราบประวัติการใช้งานของเบาะตัวนั้นอย่างละเอียดและมั่นใจได้ 100% ว่าไม่เคยผ่านอุบัติเหตุทางรถยนต์มาก่อน เนื่องจากเบาะบูสเตอร์ที่ผ่านการชนอาจมีรอยร้าวขนาดเล็กซ่อนอยู่ภายในโครงสร้างพลาสติกซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ร้อนและมีความชื้นสูงในประเทศไทยอาจทำให้วัสดุซับแรงกระแทกและพลาสติกเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนด การเลือกซื้อเบาะบูสเตอร์มือหนึ่งที่ได้มาตรฐานจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุดสำหรับชีวิตของลูกรัก

พูดคุยกับชุมชน

แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่

ร่วมการสนทนา

จำเป็นต้องระบุชื่อและอีเมล อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ และไม่อนุญาตให้ใส่ลิงก์